“คุณชายลู่ผู้นั้นเป็นคนไม่เลว เพียงแต่ข้ารู้สึกคุ้นชื่ออยู่บ้าง กลับนึกไม่ออกว่าเคยได้ยินนามนี้จากที่ใด”
“อย่างไร คุณชายหวงรู้จักเขาหรือ?”
บัณฑิตหนุ่มยิ้มอย่างภาคภูมิใจแล้วกล่าวว่า “อย่างไรพี่ชายของข้าก็รับราชการอยู่ในราชสำนัก บางครั้งก็ส่งข่าวราชกิจจากเมืองหลวงมาให้บิดา ข้าจึงพอรู้เรื่องราวผู้คนในเมืองหลวงอยู่บ้าง”
บัณฑิตหลายคนได้ยินดังนั้น ต่างก็เผยสีหน้าอิจฉาขึ้นมาทันที
“เฮ้อ ปิ้งโจวของพวกเราอยู่ในแดนเหนืออันหนาวเหน็บ ข่าวราชกิจจากเมืองหลวงฉบับหนึ่งราคาไม่ใช่น้อย แม้แต่อาจารย์และเจ้าสำนักศึกษาหลายท่านก็ยังไม่ยอมเอาออกมาให้พวกเราอ่านด้วยกันง่าย ๆ”
“นั่นสิ คุณชายหวงเข้าถึงข่าวราชกิจได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ช่างทำให้พวกเราอิจฉาจริง ๆ”
บัณฑิตแซ่หวงยกมือโบกอย่างพึงพอใจ “มิกล้ากล่าวเช่นนั้น หากพี่น้องร่วมสำนักสนใจ เมื่อกลับถึงปิ้งโจวแล้วก็เชิญไปเยือนจวนข้าได้ ข่าวฉบับล่าสุดข้าไม่กล้ารับรอง แต่ฉบับก่อน ๆ พวกท่านจะอ่านหรือคัดลอกก็ได้ตามสะดวก”
“ดี! คุณชายหวงใจกว้างสมคำร่ำลือ!”
“เช่นนั้นพวกเราก็ขอรับน้ำใจไว้”
หลายคนสบตากันแล้วยิ้ม
ขณะเดียวกัน การประลองด้านในก็ยุติลงแล้ว
มีคนด้านหน้าร้องตะโกนว่า “ชนะแล้ว! สำนักศึกษาปู้เจิ้งชนะแล้ว!”
พวกเขาได้ยินดังนั้น ต่างก็เผยสีหน้าผิดหวัง “จบเร็วถึงเพียงนี้ ข้ายังคิดจะเบียดเข้าไปข้างหน้าเสียหน่อย”
บัณฑิตแซ่หวงเองก็ทอดตามองบัตรที่นั่งในมือด้วยความเสียดาย นี่เป็นบัตรที่เขาอุตส่าห์หามาได้ ไม่นึกเลยว่าจะแวะกินเนื้อย่างเสียบไม้จนมาสาย
แต่เขากลับไม่เสียใจแม้แต่น้อย เพราะเนื้อย่างเสียบไม้นั่นอร่อยจริง ๆ!
“พี่น้องร่วมสำนักทั้งหลาย ตามข้าเบียดเข้าไปเถิด พวกเรามีที่นั่งอยู่แล้ว”
“ใช่ เบียดเข้าไป!”
กว่าพวกเขาจะเบียดมาถึงแถวหน้าได้ก็เล่นเอาเหนื่อย
เคราะห์ดีที่ที่นั่งของพวกเขายังว่างอยู่ แม้รอบข้างจะเต็มไปด้วยผู้คนที่มายืนชมความครึกครื้น แต่ด้วยเกรงว่าจะเสียหน้า จึงไม่มีใครเข้ามาแย่งที่นั่ง
