เสียงเกือกม้ากระทบพื้นดังตึกตัก
ขบวนรถม้าของจวนเจิ้นเป่ยอ๋องแผ่บรรยากาศสังหารออกมาโดยธรรมชาติ เพียงครู่เดียวก็ฝ่าฝูงชนที่เบียดเสียดจนถนนใหญ่ชิงหลงแทบไม่มีช่องว่างออกมาได้อย่างง่ายดาย
ลู่สืออันเอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่บนตั่ง มือพลิกเล่นกระบี่พิธีการประณีตเล่มนั้นที่หลี่เยวี่ยเหยามอบให้
เสี่ยวฉานส่งเสียงจ้อกแจ้กอยู่ข้างกาย
“คุณชาย ครั้งหน้าเรามาอีกได้หรือไม่ ขนมที่นี่อร่อยมากเลยเจ้าค่ะ”
“ท่านผู้เฒ่าที่เล่านิทานก็เก่งเหลือเกิน ยังสร้างภาพมายาให้พวกเราเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นเมื่อหลายปีก่อนได้ด้วยเจ้าค่ะ”
“แล้วก็ ๆ นี่เป็นครั้งแรกที่บ่าวมีคนคอยปรนนิบัติยกน้ำชาให้ เกือบทำให้คุณชายต้องเสียหน้าแล้ว โชคดีที่พี่อาเอ้อร์ห้ามบ่าวไว้...”
อาเอ้อร์ซึ่งกำลังขับรถม้าหันกลับมาเอ่ยหยอกเย้า “คุณชายไม่เห็นหรอกขอรับ ตอนสาวใช้คนหนึ่งอายุพอ ๆ กับนางยกน้ำชามาให้ นางก็รีบปรี่เข้าไปช่วยถือจนสาวใช้ของหอวั่งเจียงตกใจคุกเข่าลงกับพื้นทันที”
เสี่ยวฉานได้ยินเช่นนั้นก็ยื่นปากน้อย ๆ พึมพำว่า “ก็คนเขาเคยชินนี่นา~”
ลู่สืออันเห็นดังนั้นก็ทอดสายตาเอ็นดูไปทางเสี่ยวฉาน ก่อนยื่นมือไปลูบหัวเล็ก ๆ ของนางอย่างเคยชิน “นิสัยนี้ไม่ดี ต้องแก้เสีย”
“ถ้าแก้แล้ว บ่าวจะปรนนิบัติคุณชายได้อย่างไรเจ้าคะ” เสี่ยวฉานตอบอย่างเห็นเป็นเรื่องสมควร
ลู่สืออันถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เสี่ยวฉานเข้าจวนมาตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ ตลอดห้าปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในจวนเจิ้นเป่ยอ๋อง แทบทุกวันนางต้องเข้าเรียนกับแม่นมอบรม ซึ่งสิ่งที่แม่นมเหล่านั้นสอนหาใช่คัมภีร์สี่เล่มห้าคัมภีร์ไม่ แต่เป็นวิธีปรนนิบัติเจ้านายให้แก่เด็กหญิงอย่างพวกนาง... หล่อหลอมความแตกต่างระหว่างสูงต่ำและฐานะลงในกระดูกอย่างลึกซึ้ง
“เป็นอะไรไปเจ้าคะคุณชาย หรือบ่าวพูดผิดหรือ”
