เสียงกีบม้าดังกุบกับ
ระหว่างทางกลับบ้าน
ลู่สืออันเอนกายพิงหมอนบนตั่งนุ่ม สีหน้าไร้อาลัยตายอยาก
ถังตานชิงมองเขาอย่างขบขัน เอ่ยว่า “ดอกไม้ร่วงโรยไปอย่างจนใจ นกนางแอ่นหวนคืนคล้ายเคยพบพาน เดินเดียวดายบนทางหอมในสวนเล็ก ศิษย์น้อง เจ้านี่ช่างไร้หัวใจจริง ๆ”
บรรยากาศในบทกวี «หวนซีซา» ช่างเปลี่ยวเหงาเหลือเกิน
ดอกไม้ร่วงโรยไปอย่างจนใจ นกนางแอ่นหวนคืนคล้ายเคยพบพาน ถ้อยคำที่บรรยายการจากไปและหวนกลับนี้ถ่ายทอดวัฏจักรฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ตลอดจนความไม่เที่ยงของรุ่งเรืองและเสื่อมถอยไว้อย่างหมดจด
สำหรับคุณหนูตระกูลใหญ่ที่เติบโตมาในวังหลวงและห้องหอ บทกวีบทนี้แทบไม่ต่างจากคำพิพากษา
องค์หญิงไป๋ฮวา เว่ยชิงหว่าน มีชาติกำเนิดเป็นองค์หญิง เติบโตในวังหลวงตั้งแต่เล็ก กฎระเบียบกักขังอิสรภาพของนาง จารีตผูกมัดธรรมชาติของนาง ส่วนอำนาจราชวงศ์ก็เป็นดั่งพันธนาการที่บงการชีวิตนางทั้งชีวิต
จวนองค์หญิงใต้ภูเขาถิงไถดูหรูหราตระการตา ทว่ากลับกลายเป็นกรงขังนาง
อายุเพียง 16 ปี นางก็ถูกจับให้เป็นเครื่องมือของการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ทางการเมืองอย่างไร้เหตุผล รักคนที่ตนพึงใจแต่กลับไม่ได้ครองคู่ ภายนอกดูเอาแต่ใจและหยิ่งผยอง แท้จริงแล้วภายในกลับโดดเดี่ยว อ่อนไหว และด้อยค่าในตนเอง.......
ประโยคที่ว่า ‘เดินเดียวดายบนทางหอมในสวนเล็ก’ ยิ่งเป็นภาพสะท้อนชีวิตของนาง
หากไม่โดดเดี่ยวถึงที่สุด นางจะต้องมีดอกไม้เป็นเพื่อนด้วยเหตุใด?
การกระทำที่เด็ดกลีบดอกไม้ในขบวนเสด็จวันนั้น ทั้งยังโปรยกลีบดอกไม้เปิดทาง ก็เห็นได้ชัดว่านางมิใช่คนรักดอกไม้ถนอมบุปผาแต่อย่างใด