“ชุยเป่าจู เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ ไม่กลัวผู้อาวุโสตระกูลเจิ้งของข้าออกหน้าหรือไร?”
เจิ้งหยวนโซ่วได้ยินดังนั้นก็รีบก้าวไปขวางหน้าองครักษ์ มองชุยเป่าจูกับ ‘สาวใช้’ ที่ยืนอยู่ข้างนางอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
ชุยเป่าจูปรายตามองเขาอย่างขบขัน “โอ้หรือ? เจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหน ถึงคิดว่าตระกูลเจิ้งจะยอมออกหน้าเล่นงานข้าเพราะคนไร้ค่าคนหนึ่งอย่างเจ้า?”
“ข้า...”
เจิ้งหยวนโซ่วอ้าปาก สีหน้าดูย่ำแย่
แม้เขาจะไม่อยากยอมรับ แต่หลังจากหญิงที่เรียกเขาว่า ‘พี่หยวนโซ่ว’ คลอดยากจนตายโดยไร้สาเหตุ เขาก็รู้แล้วว่าตน เจิ้งหยวนโซ่ว กลายเป็นหมากที่ตระกูลทอดทิ้ง
หากพูดให้ไพเราะหน่อยก็คือเขาได้แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับบุตรีสายตรงแห่งตระกูลชุยเจียงจิ่ว
แต่ความจริง คนสำคัญในตระกูลต่างรู้ดีว่าเขาเป็นเพียงคนรับช่วงต่อ ชุยเป่าจูตั้งครรภ์บุตรของผู้อื่นตั้งแต่ก่อนแต่งกับเขาแล้ว
หลายปีมานี้เขาสืบถามไปทั่ว จึงได้รู้ว่าคนผู้นั้นเป็นศิษย์ถ่ายทอดตรงของบรรพชนตระกูลเจิ้ง ถึงขั้นที่แม้แต่พี่ชายแท้ ๆ ของเขา ซึ่งเป็นประมุขตระกูลเจิ้ง เมื่อพบคนผู้นั้นก็ยังต้องให้ความเคารพถึงสามส่วน...
“พอเถอะ อย่าทำหน้าเหมือนคนตาย ข้าไม่สนว่าตระกูลเจิ้งของพวกเจ้ากำลังคิดคำนวณอะไรอยู่ แต่เรื่องระหว่างข้ากับพี่เทียนห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด มิฉะนั้น ต่อให้พี่ชายเจ้ามาเองก็หยุดโทสะของพี่เทียนไม่ได้”
เจิ้งหยวนโซ่วได้ยินดังนั้นก็ทรุดลงคุกเข่ากับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง
หญิงชราที่แต่งกายเป็นสาวใช้หัวเราะเสียงเย็นเยียบ ก่อนก้าวเข้าไปบีบคอองครักษ์แล้วหิ้วร่างเขาออกจากโถงใหญ่ไปทั้งอย่างนั้น
เมื่อในโถงเหลือเพียง ‘สามีภรรยา’ ทั้งสองคน
ชุยเป่าจูจึงกล่าวต่อ “วันนี้ข้าไม่ฆ่าเจ้า เพราะไม่อยากทำลายแผนการของพี่เทียน ต่อไปจงเจียมตัวเสีย หากไม่เช่นนั้น อย่าหาว่าข้าไม่เห็นแก่ความเป็นสามีภรรยา แล้วลงมือจัดการเจ้าด้วยตนเอง”
เจิ้งหยวนโซ่วมองนางอย่างไม่อยากเชื่ออยู่นาน ก่อนจะลุกพรวดขึ้นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ในเมื่อชิงเอ๋อร์เป็นลูกของเขา แล้วเหตุใดเขาถึงไม่ส่งคนมาคุ้มครองชิงเอ๋อร์ ทั้งยังปล่อยให้ชิงเอ๋อร์กลายเป็นคุณชายเสเพลไร้ค่า จนต้องตายอย่างไร้ศพให้ฝัง
