ซูม่านม่านรู้ดีว่าอาหลินพูดแล้วต้องทำได้แน่นอน
“ขอบคุณนะคะ อาหลิน”
“เด็กโง่ พูดขอบคุณกับอาทำไมกัน”
อาหลินปาดหางตา ลุกขึ้นไปตักข้าว “เร็วเข้า กินตอนร้อน ๆ ออกไปข้างนอก สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องกินให้อิ่มและแต่งตัวให้อบอุ่น”
มื้อเย็นเป็นแผ่นแป้งข้าวโพดเนื้อหยาบ กับผัดผักกาดขาวตุ๋นเต้าหู้ชามใหญ่ที่ยังร้อนกรุ่น ในนั้นมีเนื้อติดมันอยู่ไม่กี่ชิ้น
อาหลินคีบเต้าหู้กับเนื้อแทบทั้งหมดใส่ชามของซูม่านม่าน ส่วนตัวเองกินแผ่นแป้งคู่กับผักดอง
เสี่ยวปินเองก็รู้ความดี ก้มหน้ากินแต่ของในชาม ไม่ยื่นตะเกียบไปคีบกับข้าวเพิ่มแม้แต่นิดเดียว
มื้อนี้ซูม่านม่านกินช้ามาก
เต้าหู้ตุ๋นจนเข้าเนื้อ แผ่นแป้งก็หอมกลิ่นธัญพืชอย่างเรียบง่าย
ความอบอุ่นแสนธรรมดานี้เปรียบดั่งแสงริบหรี่ ส่องเข้าไปในหัวใจที่ตึงเครียดและเย็นชาไม่คลาย นับตั้งแต่เธอเกิดใหม่
ซูม่านม่านฟังอาหลินกำชับไม่หยุด “ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหนาวนะ กางเกงกับเสื้อบุฝ้ายต้องใส่ฝ้ายหนา ๆ”
“ได้ยินว่าทางนั้นมีข้าวฟ่างเยอะ ตอนเพิ่งไปถึงอาจจะกินไม่คุ้น”
“คบคนก็ต้องระวังตัวไว้บ้าง แต่ถึงเวลาต้องแข็งข้อก็อย่ากลัว”
“หมั่นเขียนจดหมายกลับมานะ มีปัญหาอะไรก็อย่าเก็บไว้คนเดียว”
……
หลังกินข้าว ซูม่านม่านแย่งจะล้างชาม แต่อาหลินไล่เธอออกไปอย่างเด็ดขาด
ฟ้ามืดแล้ว อาหลินจึงไม่ได้รั้งซูม่านม่านไว้นาน
ก่อนจากกัน อาหลินยัดกระติกน้ำทหารเก่า ๆ กับหัวไชเท้าดองที่ทำเองห่อเล็ก ๆ ใส่มือเธอ “เอาไปสิ ระหว่างทางต้องได้ใช้แน่ พอถึงที่แล้วจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ก็ส่งข่าวมาหาอาด้วยนะ!”
