เจียงไหลพิงอยู่ข้างประตู ฟังเสียงฝีเท้าที่ค่อย ๆ ห่างออกไป
จากนั้นก็มีเสียงปิดประตูแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยินดังขึ้น
เธอโบกมือ “ไปแล้ว”
เสิ่นชิงหรานเอนตัวพิงเก้าอี้อย่างไร้เรี่ยวแรง
“พวกเราดูเหมือนคนโง่มากหรือไง?”
เขาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมานิด ๆ
ไม่อย่างนั้นคนที่ชื่อลั่วเหอคงไม่มาหยั่งเชิงซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้
หลินซีว่างนั่งไขว่ห้างอยู่ตรงขอบเตียง “รู้สึกเหมือนโดนเธอหมายหัวแล้วแฮะ”
“ตอนแรกฉันเดาว่าเสียงกระจกหน้าต่างแตกที่ได้ยินตอนเช้าเป็นเสียงจากห้องของติงอวี่”
จิงอวิ๋นซิ่วก้มตาลง
“แต่ตอนนี้ฉันไม่ค่อยแน่ใจแล้ว”
ทุกคนไม่ได้คุยเรื่องนี้กันต่อมากนัก
เพราะเสียงระฆังสวดภาวนายามสนธยาดังมาจากนอกหน้าต่าง
สามทุ่มแล้ว
เจียงไหลมองพรมแขวนบนผนัง สมองว่างเปล่า
เวลานี้ติงอวี่น่าจะกำลังรายงานผลการปฏิบัติงานอยู่ในห้องหนังสือ
ไม่รู้ว่าทางนั้นเป็นยังไงบ้าง
บนพื้นข้าง ๆ ยังมีกองม่านที่ดึงลงมาจากเตียงวางอยู่
เจียงไหลรู้สึกมาตลอดว่าภาพบนผืนนี้ทำให้ใจไม่ดี
ดังนั้นตราบใดที่ยังอยู่ในห้อง เธอก็จะหาอะไรมาคลุมไว้
พอออกไปค่อยเอาออก
แต่เมื่อครู่เธอเพิ่งกลับเข้าห้องได้ไม่นาน ก็ต้องไปรับมือกับลั่วเหอเสียก่อน ยังไม่ได้คลุมมันกลับ
เห็นเธอจ้องสิ่งบนผนัง หลินซีว่างจึงเอ่ยขึ้นบ้าง
“ฉันรู้สึกว่าภาพบนพรมแขวนนี่ดูแปลก ๆ”
“แต่ก็พูดไม่ถูกว่าแปลกตรงไหน”
“ยังไงก็รู้สึกเหมือนมีอะไรทิ่มอยู่กลางหลัง”
เด็กสาวพูดพลางหันไปถามโดยไม่รู้ตัว