คืนนี้เฉินยู่ อานนอนหลับไม่ค่อยดีนัก
เครื่องทำความร้อนเสีย ห้องหนาวเย็นราวกับห้องเย็นเก็บน้ำแข็ง เขาห่อตัวด้วยผ้าห่มสองชั้น缩อยู่ที่มุมเตียง สะลึมสะลือตื่นขึ้นมาหลายครั้ง
ทุกครั้งที่ตื่นก็รู้สึกว่ามือเท้าเย็นเฉียบ ต้องห่มผ้าอบอุ่นอยู่นานกว่าจะหลับต่อได้
ช่วงเจ็ดโมงกว่า เขาถูกนาฬิกาปลุกปลุกให้ตื่น
วินาทีที่ลุกออกจากผ้าห่ม อากาศเย็นปะทะใบหน้า หนาวสะท้านจนเขาสะดุ้ง
เขารีบคว้าเสื้อฮู้ดข้าง ๆ มาสวม แล้วทับด้วยแจ็กเก็ตอีกตัว ทั้งตัวดูพองฟู
ตอนล้างหน้าล้างตา เขามองเห็นตัวเองในกระจก ผมยุ่งเหยิง ใต้ตามีรอยคล้ำจาง ๆ สีหน้าดูไม่ค่อยดี เขาตบหน้าเบา ๆ ให้ตัวเองดูสดชื่นขึ้น
วันนี้มีเรียนตอนเช้า ไปสายไม่ได้
เฉินยู่ อานเก็บข้าวของออกจากห้อง เดินไปถึงหน้าอพาร์ตเมนต์ถึงได้รู้ว่าฝนยังตกอยู่ แม้จะเบากว่าเมื่อคืน แต่ก็ยังหนาวมาก เขากางร่มด้ามยาวสีดำคันนั้น เดินไปสถานีรถไฟใต้ดิน
ร่มคันนั้นหนักมาก ด้ามจับสัมผัสดี เมื่อกางออกก็ใหญ่พอดี คลุมทั้งตัว
เฉินยู่ อานเดินกลางสายฝน ตัวไม่เปียกเลยสักนิด
เขาก้มมองร่มในมือ นึกขึ้นได้ว่านี่เป็นของคนคนนั้น
วันนี้ต้องหาโอกาสคืนให้เขา
ไม่สิ เขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคนคนนั้นชื่ออะไร
เฉินยู่ อานรู้สึกหงุดหงิดใจ
เมื่อคืนมัวแต่พูดขอบคุณ ลืมถามชื่อคนอื่นไปเลย ในข้อความก็รู้แค่ว่าเรียก "คุณท่าน" แม้แต่นามสกุลก็ไม่รู้
ถึงโรงเรียนแล้ว เฉินยู่ อานไปห้องศิลปะเก็บงานให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยไปเข้าห้องเรียน
อาจารย์สอนเรื่องทฤษฎีสี เขาจดบันทึกประเด็นสำคัญ แต่ในหัวมักล่องลอยไปคิดเรื่องอื่น
อย่างที่คนคนนั้นบอกว่า "พรุ่งนี้ฉันจะให้คนไปดูเครื่องทำความร้อนให้"
ไม่รู้ว่าซ่อมเครื่องทำความร้อนหรือยัง ตอนเช้าตอนออกจากห้องก็ยังเย็นอยู่ เขาก็ยังไม่มีโอกาสถามเจ้าของห้อง
พักเที่ยง เฉินยู่ อานสะพายกระเป๋าเดินไปทางประตูโรงเรียน เขาตั้งใจจะไปร้านแซนด์วิชแถวนั้นซื้อมื้อเที่ยง แล้วกลับไปวาดรูปต่อที่ห้องศิลปะ
ฝนยังไม่หยุด ตกปรอย ๆ ไม่หนักไม่เบา ไม่กางร่มก็เปียก แต่กางร่มก็รู้สึกรำคาญ
เฉินยู่ อานกางร่ม ก้มหน้าเดินออกไป
เดินถึงประตูโรงเรียน สายตาเหลือบเห็นรถคันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน
สีดำ คันใหญ่ เงียบสนิท
ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจ หน้าโรงเรียนมักมีรถจอดรับส่งนักเรียน แต่พอเดินไปได้สองก้าวก็รู้สึกผิดปกติ รถคันนั้นดู... คุ้นตา
เฉินยู่ อานหยุดฝีเท้า หันไปมอง
ตัวถังสีดำ เส้นสายเรียบง่าย ดูสมถะแต่สัมผัสได้ว่าเป็นของแพง
เป็นโรลส์-รอยซ์
คันที่เขานั่งเมื่อคืนนั่นเอง
เฉินยู่ อานตะลึงงัน
เขายืนกลางสายฝน กางร่มด้ามยาวสีดำคันนั้น มองรถที่จอดอยู่ริมทาง สมองเบลอไปชั่วขณะ
มาอีกแล้วเหรอ
เรื่องบังเอิญหรือเปล่า
ขณะที่เขากำลังงงงัน กระจกหน้าต่างเบาะหลังก็เลื่อนลง
ใบหน้าหล่อเหลาเกินเหตุปรากฏตรงหน้าอีกครั้ง
ดวงตาสีเทาอมฟ้ามองเขา สีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่น้ำเสียงอ่อนโยนมาก
"เลิกเรียนแล้วเหรอ"
เฉินยู่ อานอ้าปากค้าง นานทีเดียวกว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ "...อืม"
"ขึ้นรถสิ ไปส่งเธอ"
เฉินยู่ อานกระพริบตา ไม่ขยับ
ในหัวมีคำถามเป็นหมื่นข้อที่อยากถาม เช่น คุณมาตามหาฉันโดยเฉพาะใช่ไหม
แต่เขาไม่กล้าถามสักข้อ เพราะมันไม่สุภาพ
เขาช่วยเขา เขาไม่อาจซักไซ้ราวกับสอบสวนนักโทษ
"คือว่า... คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ" สุดท้ายเฉินยู่ อานก็เลือกถามคำถามที่ค่อนข้างปลอดภัย
"ผ่านทาง" เขาตอบ "มีประชุมแถวนี้"
เฉินยู่ อานมองรถ มองเขา
ผ่านทางเหรอ
บังเอิญเกินไปแล้วนะ
แต่เขาไม่กล้าถามต่อ พยักหน้า ก้มตัวมุดเข้าไปในรถ
ในรถยังอบอุ่นเช่นเดิม ยังมีกลิ่นหอมสนซีดาร์จาง ๆ
ครั้งนี้เฉินยู่ อานไม่ประหม่าเท่าเมื่อวาน แต่ก็ยังไม่กล้าผ่อนคลายเต็มที่ นั่งเรียบร้อย กล่องอุปกรณ์วาดรูปวางอยู่ข้างเท้า
"ทานอะไรมารึยัง"
คนข้าง ๆ ถาม
เฉินยู่ อานส่ายหน้า "ยังครับ กะว่าจะไปซื้อแซนด์วิชแถวห้องศิลปะ"
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย
การกระทำนั้นเบาและรวดเร็ว หากเฉินยู่ อานไม่ได้มองเขาอยู่พอดี คงไม่มีทางสังเกตเห็น
"หาอะไรกินก่อนเถอะ" คนคนนั้นเอี้ยวตัวหยิบถุงกระดาษจากช่องเก็บของด้านหน้ามายื่นให้ "เพิ่งซื้อมา ยังร้อนอยู่"
เฉินยู่ อานตะลึง รับมาเปิดดู
ข้างในมีแซนด์วิชสองชิ้น กับผลไม้กล่องเล็ก ๆ หนึ่งกล่อง ดูสดใหม่ทั้งนั้น
กระดาษห่อแซนด์วิชมีโลโก้ร้านที่เขาไปประจำ อยู่ใกล้โรงเรียนนี่เอง
เขาเงยหน้ามองคนคนนั้น
สีหน้าอีกฝ่ายยังคงเรียบเฉย ราวกับสิ่งทีส่งให้เป็นเพียงอาหารเช้าที่ซื้อติดมือมา
"ขอบคุณครับ" เฉินยู่ อานพูดเบา ๆ หยิบแซนด์วิชขึ้นมากัดคำหนึ่ง
ยังอุ่นอยู่ อร่อยมาก
เขาหิวจริง ๆ เมื่อคืนไม่ได้กินอะไรเลย ตื่นสายเลยไม่มีเวลาทานข้าวเช้า
ตอนนี้ได้กินอาหารร้อน ๆ ทั่วทั้งตัวก็สบายขึ้นมาก
ท่าทางกินของเขาเงียบเชียบ กัดคำเล็ก ๆ แก้มยุ้ยตุ่ยเหมือนหนูแฮมสเตอร์
คนข้าง ๆ มองเขาแวบหนึ่ง แล้วเบือนหน้าหนี
ในรถเงียบไปครู่หนึ่ง มีเพียงเสียงเล็ก ๆ ของเฉินยู่ อานตอนกิน
พอกินแซนด์วิชหมดหนึ่งชิ้น เขาก็หยิบกระติกน้ำร้อนจากด้านข้าง บิดฝา รินอะไรบางอย่างส่งมาให้
"ดื่มนี่หน่อยสิ"
เฉินยู่ อานรับมา ดูเป็นชาดำ
ถ้วยเป็นถ้วยกระเบื้องสีขาว อุ่นมือเมื่อกำไว้ น้ำชาเป็นสีอำพันเข้ม มีไอร้อนลอยกรุ่น
เขาโน้มลงไปดม ได้กลิ่นหอมชาเข้มข้น ไม่ใช่กลิ่นชาซองชง แต่เป็นชาดำอย่างดี
เขาจิบอย่างระมัดระวัง
น้ำชาอุ่น ๆ เลื่อนผ่านลำคอ ความอบอุ่นแผ่ซ่านจากกระเพาะ ร่างกายที่ถูกสายลมเย็นพัดผ่านเมื่อคืน ในที่สุดก็อบอุ่นกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์
"อร่อย" เฉินยู่ อานพึมพำ ดวงตาโค้งขึ้นเล็กน้อย
คนข้าง ๆ เห็นดวงตาโค้งนั้นของเขา นิ้วบนหัวเข่าขยับเบา ๆ
"ชอบก็ดี" น้ำเสียงยังราบเรียบ แต่นุ่มนวลกว่าปกตินิดหน่อย
เฉินยู่ อานประคองถ้วยชานั้น จิบไปทีละนิด รู้สึกผ่อนคลายลงทั้งตัว
ความอบอุ่นจากเครื่องทำความร้อนในรถแผ่ซ่าน ชาร้อนในมือทำให้ตัวอุ่น ข้างกายยังมีคนที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาดนั่งอยู่
อยู่ ๆ เขาก็รู้สึกว่า คืนที่หนาวเหน็บเมื่อวาน ก็ไม่ได้เลวร้ายเกินทนขนาดนั้น
"คือว่า..." เฉินยู่ อานลังเลครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถาม "เรื่องเครื่องทำความร้อน คุณเป็นคนส่งคนไปซ่อมให้ใช่ไหมครับ"
"อืม"
"ตอนเช้าตอนออกมายังเย็นอยู่เลย ไม่รู้ว่าซ่อมแล้วรึยัง"
"ซ่อมเสร็จแล้ว" เขาตอบ น้ำเสียงหนักแน่น "เมื่อสายไปซ่อมแล้ว ตอนนี้คงมีเครื่องทำความร้อนแล้ว"
เฉินยู่ อานมองเขา ใจพลุ่งพล่านด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก
เขาส่งคนไปซ่อมให้ แถมยังเจาะจงมาบอกว่าซ่อมเสร็จแล้ว
แม้แต่เรื่องที่ตัวเขาเองยังไม่มีเวลาจัดการ แต่อีกฝ่ายจัดการให้เรียบร้อย
"ขอบคุณนะครับ" เฉินยู่ อานพูดอย่างจริงจัง น้ำเสียงนุ่มนวลกว่าเดิม "จริง ๆ นะครับ รบกวนคุณเกินไปแล้ว"
"ไม่รบกวน" เขาพูด แล้วหยุดไปครู่หนึ่ง เสริมอีกประโยค "เธออยู่ที่นี่คนเดียว ไม่มีใครดูแล ฉันช่วยได้ก็ช่วยบ้าง"
คำพูดนี้เบาบางและเรียบง่าย แต่เฉินยู่ อานฟังแล้ว อยู่ ๆ จมูกก็รู้สึกแสบนิด ๆ
ไม่มีใครดูแล
ใช่ ไม่มีใครดูแลจริง ๆ
เขาอยู่เมืองนี้คนเดียว ป่วยก็ฝืนทน หนาวก็ฝืนทน หิวก็ทำพอประทัง
เขาไม่เคยรู้สึกว่านี่ผิดอะไร เพราะนี่คือทางเลือกของตัวเอง ไม่มีอะไรต้องเสแสร้ง
แต่ทันใดนั้นมีคนคนหนึ่ง พูดกับเขาว่า "ไม่มีใครดูแล" แล้วก็ทำหลายสิ่งหลายอย่างให้เขา
เฉินยู่ อานก้มหน้า จ้องชาดำในมือ รอบดวงตาร้อนผ่าว
"เป็นอะไรไป" เสียงข้าง ๆ ถาม
"เปล่า ไม่มีอะไร" เฉินยู่ อานสูดจมูก เงยหน้าขึ้นยิ้ม "ชาอร่อยมาก"
อีกฝ่ายมองเขาอยู่สองวินาที ไม่พูดอะไร
รถขับมาถึงตึกอพาร์ตเมนต์
เฉินยู่ อานคืนกระติกน้ำร้อน เก็บข้าวของ เตรียมลงจากรถ
"ถือร่มไปด้วย" เสียงดังมาจากด้านหลัง "ข้างนอกฝนยังตกอยู่"
เฉินยู่ อานอยากบอกว่า "ร่มคันนี้เป็นของคุณแท้ ๆ" แต่กลับกล้ำกลืนคำพูดไว้
เขาถือร่มไปก่อนลงรถ หันกลับมามองแวบหนึ่ง
คนคนนั้นนั่งตอนเบาะหลัง ผมสีบลอนด์เข้มดูอ่อนละมุนภายใต้แสงในรถ ดวงตาสีเทาอมฟ้าจ้องมองเขาอยู่
"คุณท่านครับ" เฉินยู่ อานเรียกเขาต่อหน้าครั้งแรก "ผมชื่อเอียน"
เขาพูดชื่อตัวเองออกไป พูดจบหูก็ออกสีแดงนิด ๆ
อีกฝ่ายพยักหน้าน้อย ๆ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาอย่างยิ่ง
"ผมรู้แล้ว เสี่ยวอัน"
หัวใจของเฉินยู่ อานเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ
นี่คือชื่อเล่นภาษาจีนของเขา
เสี่ยวอัน
เขาเรียกเขาว่าเสี่ยวอัน
ซีเจ๋อเห็นสีหน้าประหลาดใจของเขา "คนประเทศเธอไม่ใช่ชอบเติมคำว่าเสี่ยวหน้าคำสุดท้ายของชื่อหรอกเหรอ"
"ที่ลอนดอนคนอื่นเรียกผมว่าเอียน" เขาพูดอย่างเขินอาย
"งั้นก็เป็นเกียรติมากที่ผมเป็นคนแรก"
เฉินยู่ อานลงจากรถทั้งที่หูแดงก่ำ กางร่มยืนกลางสายฝน มองรถโรลส์-รอยซ์สีดำคันนั้นขับออกไป
ครั้งนี้เขามองชัดขึ้นนิดหน่อย ป้ายทะเบียนรถสั้นมาก มีแค่ตัวอักษรหนึ่งตัวกับตัวเลขไม่กี่ตัว แค่มองก็รู้ว่าแพงและพิเศษ
เขายืนนิ่งตรงนั้น ท่องคำว่า "เสี่ยวอัน" วนไปหลายรอบในหัว แล้วหันหลังขึ้นตึก
วินาทีที่เปิดประตูห้อง กระแสความอบอุ่นพวยพุ่งเข้าใส่หน้า
เครื่องทำความร้อนพอจับดูก็ร้อนแล้ว ทั้งห้องอบอุ่นไปหมด
เฉินยู่ อานยืนตรงประตู มองเครื่องทำความร้อนที่อุ่นขึ้นมาในที่สุด แล้วจู่ ๆ ก็ยิ้มออกมา
เขาหยิบโทรศัพท์มือถือ ส่งข้อความหาผู้ติดต่อที่บันทึกว่า "คุณท่าน"
"เครื่องทำความร้อนซ่อมเสร็จแล้ว ขอบคุณนะครับ"
ไม่กี่วินาทีต่อมา อีกฝ่ายตอบกลับมา
"อืม พรุ่งนี้เที่ยงจะมารับอีก"
เฉินยู่ อานมองข้อความนี้ หัวใจเริ่มเต้นผิดจังหวะอีกครั้ง
เขาพิมพ์ไปสองสามคำ ลบ แล้วพิมพ์ แล้วก็ลบ
สุดท้ายก็ส่งไปแค่สองคำ
"ได้ครับ"
พอส่งเสร็จ เขาก็กดโทรศัพท์ไว้ที่อก พิงประตู ค่อย ๆ เลื่อนตัวลงนั่งกับพื้น
เครื่องทำความร้อนทำให้ทั้งห้องอบอุ่น แผ่วเบา ไม่เหมือนเมื่อคืนที่หนาวเหมือนห้องเย็น
เฉินยู่ อานซุกหน้าลงในเข่า หูแดงร้อนผ่าว
พรุ่งนี้
เขาจะมาอีก