“ยอดเขาชิงจู๋ พวกเรามาถึงแล้ว!”
เถียนเจิ้นเก็บเรือเหาะวิญญาณ ทั้งสามลงมายืนหน้าประตูสำนัก เหนือประตูมีป้ายเก่าแก่แขวนอยู่ บนนั้นสลักอักษรขนาดใหญ่สามคำว่า ‘ยอดเขาชิงจู๋’
ลายพู่กันทรงพลัง ทว่ามีร่องรอยผุพังอยู่บ้าง
หญิงสาวในชุดขาวกับชายหนุ่มในชุดคลุมสีเขียวรีบเดินเข้ามาต้อนรับ เมื่อเห็นเถียนเจิ้นก็รีบค้อมกายคารวะ
“ท่านพ่อ”
“ประมุขยอดเขา!”
เถียนเจิ้นพยักหน้า ก่อนหันไปหาอี้เสาชิวพร้อมรอยยิ้มอ่อนโยน “เสาชิว ที่นี่คือยอดเขาชิงจู๋ คนนี้คือศิษย์พี่หญิงของเจ้า เป็นบุตรสาวของข้า เถียนเสวี่ย ส่วนอีกคนคือศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้า ซ่งเยว่”
“คารวะศิษย์พี่เถียนเสวี่ย คารวะศิษย์พี่ซ่งเยว่” อี้เสาชิวประสานหมัดคารวะ
“พวกเขาเป็นศิษย์ใหม่ที่เพิ่งรับเข้ามาหรือ…” เถียนเสวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย “เหตุใดถึงรับมาแค่สองคน”
“ไม่ใช่ มีเพียงคนเดียว อีกคนเป็นน้องสาวของเขา” เถียนเจิ้นอธิบาย
“ท่านพ่อ!” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถียนเสวี่ยเท้าเอวแล้วเริ่มบ่น “คราวก่อนยังรับศิษย์มาตั้งสามคน คราวนี้กลับรับมาแค่คนเดียว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ยอดเขาชิงจู๋คงถูกถอดชื่อจากหกยอดเขาเข้าสักวัน”
“ประมุขยอดเขา ศิษย์น้องพูดถูกแล้ว ศิษย์ของยอดเขาชิงจู๋มีไม่ถึงร้อยคน ช่องว่างระหว่างพวกเรากับยอดเขาอื่นยิ่งถ่างกว้างขึ้นทุกที” ซ่งเยว่มีร่างสูงใหญ่กำยำ ทว่าหน้าตากลับซื่ออย่างยิ่ง
“พวกเจ้าไม่เข้าใจ เสาชิวคือคนที่ข้าคัดเลือกมาเป็นพิเศษ!” เถียนเจิ้นหัวเราะเสียงดัง
“หมายความว่าอย่างไร?” เถียนเสวี่ยกับซ่งเยว่สบตากันอย่างไม่เข้าใจ
“ข้าจะบอกตามตรง เสาชิวได้อันดับหนึ่งในการประเมินครั้งนี้ และปลุกตราวิญญาณกระบี่ระดับเก้าได้!” เถียนเจิ้นกล่าวอย่างเปิดเผย
“อันดับหนึ่งในการประเมิน? ตราวิญญาณกระบี่ระดับเก้า?!” เถียนเสวี่ยชะงักไปก่อน จากนั้นก็ยื่นมือไปคว้าหนวดของบิดาอย่างฉุนเฉียว “ตาเฒ่าเถียน รับศิษย์ไม่ได้ก็แล้วไป ยังหัดโกหกอีกหรือ!”
“เจ็บ ๆ รีบปล่อย!” เถียนเจิ้นรีบแกะมือบุตรสาวออก ก่อนกล่าวอย่างไม่พอใจ “ข้าโกหกตั้งแต่เมื่อไรกัน เรื่องที่พูดเป็นความจริง”
“จริงกับผีน่ะสิ คิดหรือว่าคนที่มีตราวิญญาณกระบี่ระดับเก้าจะยอมมาที่ยอดเขาชิงจู๋ของเรา?” เถียนเสวี่ยเบิกตาหงส์ จ้องเถียนเจิ้นเขม็ง
“ซื่อจื่อ คนของยอดเขาชิงจู๋นี่ช่างน่าสนใจจริง ๆ” เสี่ยวหยุนตั่วปิดปากหัวเราะ
“เอ่อ…” อี้เสาชิวได้แต่ยิ้มเจื่อน พลางส่ายหน้า เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็คาดไม่ถึงว่า ประมุขยอดเขาผู้สง่างามจะเป็นคนรักบุตรสาวจนออกนอกหน้า ถึงกับถูกบุตรสาวเล่นงานเสียจนเป็นสภาพเช่นนี้
“เสาชิว แสดงให้พวกเขาดูหน่อย” เถียนเจิ้นส่งสายตารู้กันให้อี้เสาชิวทันที
“ก็ได้”
อี้เสาชิวสูดหายใจลึก ยกมือแตะหว่างคิ้ว ทันใดนั้นแสงสีทองสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากหว่างคิ้ว
แสงสีทองระเบิดกลางอากาศ กระบี่ยาวสีทองเล่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน
รอบกระบี่ยาวสีทองมีวงแสงเก้าวงล้อมอยู่
เจตจำนงกระบี่อันไพศาลแผ่ปกคลุมทั่วฟ้าดิน
อี้เสาชิวดูราวกับเทพกระบี่จุติลงมาสู่โลก
“สวรรค์ เป็นตราวิญญาณกระบี่ระดับเก้าจริง ๆ ด้วย!” เถียนเสวี่ยกับซ่งเยว่ตะลึงจนอ้าปากค้าง ไม่เคยคิดฝันเลยว่าเถียนเจิ้นจะพูดความจริง เด็กหนุ่มรูปงามตรงหน้าจะเป็นอัจฉริยะผู้ไร้เทียมทานจริง ๆ
“ฮ่า ๆ ตอนนี้เชื่อที่ข้าพูดแล้วหรือยัง!” เถียนเจิ้นยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“เอ่อ…”
เถียนเสวี่ยหันไปมองอี้เสาชิวด้วยความไม่เข้าใจ “ศิษย์น้องเสาชิว เจ้า…เจ้าคิดอย่างไรถึงเลือกที่นี่?”
“ข้าว่ายอดเขาชิงจู๋ก็ดี ข้าไม่ชอบสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน อีกอย่าง ข้าต้องการของวิเศษชิ้นหนึ่งของยอดเขาชิงจู๋ จึงตกลงเข้าร่วมที่นี่เพื่อแลกกับมัน” อี้เสาชิวยิ้มบาง ๆ
“ของวิเศษ? ยอดเขาชิงจู๋ของเรายังมีของวิเศษด้วยหรือ?” เถียนเสวี่ยกับซ่งเยว่หันมามองหน้ากัน
เด็กน้อยคนนี้คงไม่ได้ถูกเถียนเจิ้นหลอกมาใช่หรือไม่
อี้เสาชิวไม่ตอบ แต่หันไปมองเถียนเจิ้น
“ไม่ว่าจะเป็นของวิเศษชิ้นใดก็ไม่เป็นไร ข้าบอกแล้วว่า หากยอดเขาชิงจู๋ของเรามี ข้าก็ไม่หวง เจ้าอยากได้อะไรก็พูดมาได้เลย” เถียนเจิ้นกล่าวยิ้ม ๆ
“ข้าได้ยินมาว่ายอดเขาชิงจู๋มีกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ที่สืบทอดกันมาเล่มหนึ่ง มีนามว่าหลงหยวน” อี้เสาชิวเอ่ยเสียงเรียบ
“หลงหยวน?”
เมื่อได้ยินสองคำนี้ สีหน้าของเถียนเจิ้นทั้งสามก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
เถียนเจิ้นลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนกล่าว “เสาชิว เจ้าเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเถอะ”
“ประมุขยอดเขา หรือท่านคิดกลับคำ?” อี้เสาชิวขมวดคิ้ว
“เข้าใจผิดแล้ว ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากให้เจ้า แต่ข้าให้ไม่ได้” เถียนเจิ้นยิ้มขื่น
“หมายความว่าอย่างไร?” อี้เสาชิวมองเถียนเจิ้นอย่างไม่เข้าใจ
“เพราะกระบี่เล่มนั้นปักอยู่ในศิลาก้อนมหึมาบนเขาด้านหลัง แม้แต่ข้าก็ยังดึงมันออกมาไม่ได้ หากเจ้าอยากได้ ก็ต้องพึ่งตัวเองเท่านั้น” เถียนเจิ้นอธิบายอย่างจนใจ
“มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ” อี้เสาชิวลูบคาง “ประมุขยอดเขา พาข้าไปดูเขาด้านหลังได้หรือไม่?”
“ได้สิ ตามข้ามา”
เถียนเจิ้นหันหลังเดินไปยังเขาด้านหลัง อี้เสาชิวและคนอื่น ๆ เดินตามเขาไป
ไม่นานนัก
พวกเขาก็มาถึงป่าไผ่ใบม่วงแห่งหนึ่ง มีก้อนศิลามหึมาตั้งตระหง่านอยู่กลางป่า
ศิลาทั้งก้อนดำสนิท ผิวเต็มไปด้วยคราบตะไคร่ด่างพร้อย รอยแยกยาวแคบสายหนึ่งพาดจากยอดลงมา ภายในรอยแยกมองเห็นด้ามกระบี่สีหม่นท่อนหนึ่งราง ๆ เรียบง่ายโบราณ ไร้เครื่องประดับ ทั้งยังมีสนิมเกรอะกรัง
“นี่คือกระบี่ศักดิ์สิทธิ์ในตำนานหรือ? ดูแล้วก็ไม่ได้วิเศษอะไรนี่นา” เสี่ยวหยุนตั่วโผล่ศีรษะออกมาครึ่งหนึ่งจากด้านหลังอี้เสาชิว แล้วเพ่งมองด้ามกระบี่ที่ดูธรรมดาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ไม่รู้อะไรก็อย่าพูดส่งเดช!” เถียนเสวี่ยกล่าวอย่างเคร่งขรึม “กระบี่หลงหยวนเล่มนี้เป็นสิ่งที่บรรพจารย์รุ่นแรกของยอดเขาชิงจู๋ทิ้งไว้ ว่ากันว่าภายในผนึกวิญญาณมังกรแท้เอาไว้ สามารถกระตุ้นปราณกระบี่ลายมังกรได้ ในอดีตบรรพจารย์อาศัยกระบี่เล่มนี้กดข่มเหล่าอัจฉริยะและยอดฝีมือมานับไม่ถ้วน”
“ในเมื่อเก่งกาจถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงยังปักคาอยู่ที่นี่?” เสี่ยวหยุนตั่วขมวดคิ้ว
“หลังจากบรรพจารย์ละสังขาร กระบี่เล่มนี้ก็จมเข้าไปในก้อนศิลานี้ แม้พวกเราจะลองใช้วิธีต่าง ๆ มากมาย แต่ก็ยังดึงมันออกมาไม่ได้” เถียนเจิ้นส่ายหน้าอย่างจนใจ
“จะยากอะไร ก็ทุบก้อนศิลานี่ให้แตกเสียก็สิ้นเรื่อง” เสี่ยวหยุนตั่วกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“ทุบให้แตก?”
เถียนเสวี่ยหัวเราะหยัน “เด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่ว่าหินนี่คืออะไร? นี่คืออุกกาบาตจากยุคบรรพกาล แข็งแกร่งดุจเหล็กเสวียน ไม่ต้องพูดถึงพวกเรา ต่อให้เป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งราชวงศ์ต้าโจว ก็ไม่มีทางสร้างรอยขีดข่วนให้มันได้แม้แต่น้อย”
“เอ่อ…” เสี่ยวหยุนตั่วได้ยินเช่นนั้นก็เถียงไม่ออก
“บางทีข้าอาจลองดูได้” แววตาอี้เสาชิวไหววูบเล็กน้อย ก่อนเอ่ยขึ้นกะทันหัน
“เจ้าน่ะหรือ?” เถียนเสวี่ยส่ายหน้า “ศิษย์น้อง แม้เจ้าจะมีตราวิญญาณกระบี่ระดับเก้า เป็นอัจฉริยะไร้เทียมทาน แต่ระดับพลังของเจ้ายังต่ำเกินไป จะดึงกระบี่เล่มนี้ออกมาได้อย่างไร”
“ไม่เป็นไร แค่ลองดูเท่านั้น ไม่เสียหายอะไร” อี้เสาชิวยิ้มบาง ๆ
“ได้ เช่นนั้นเจ้าก็ลองดูเถอะ แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อน กระบี่หลงหยวนมีปราณกระบี่ทรงพลังแฝงอยู่ ระหว่างที่ดึงกระบี่ออกมา เจ้าอาจถูกปราณกระบี่ทำร้ายได้” เถียนเสวี่ยกล่าวเสียงต่ำ
“ข้าจะระวัง”
อี้เสาชิวก้าวไปหยุดหน้าก้อนศิลา จ้องด้ามกระบี่ที่ซ่อนอยู่ในรอยแยก สูดหายใจลึก แล้วยกมือทั้งสองขึ้นกำด้ามกระบี่ไว้แน่น
ทันทีที่จับด้ามกระบี่ เขาก็รู้สึกว่าตรากระบี่ระหว่างคิ้วสั่นสะเทือนฉับพลัน แสงสีทองพลันสว่างจ้าขึ้น จากนั้นกระแสอุ่นร้อนสายหนึ่งก็ไหลทะลักจากหว่างคิ้วลงมาตามแขน ก่อนหลั่งไหลเข้าสู่ฝ่ามือ
“กระบี่โบราณเล่มนี้สัมผัสได้ถึงตรากระบี่ของข้าหรือ?” สีหน้าอี้เสาชิวเปลี่ยนไปเล็กน้อย เขาออกแรงดึงด้วยสองมือ
หึ่ง——!
เสียงคำรามของมังกรดังกึกก้องไปทั่วฟ้าดิน สนิมสีหม่นบนด้ามกระบี่ที่เกรอะกรังกลับหลุดร่อนออกมาเอง เผยให้เห็นคอกระบี่ท่อนหนึ่งซึ่งงดงามอ่อนนุ่มดุจหยกหมึก ลวดลายมังกรอันซับซ้อนสลักอยู่เต็มผิว สะท้อนแสงเย็นเยียบใต้แสงตะวัน