เมื่อจ้าวหมิงหยวนเชิญเซียวหลิ่นกับเย่หยุนถังเข้าบ้านแล้ว ก็รินชาให้ทั้งสองคนคนละถ้วย
“หัวหน้าเซียว ขอบคุณที่สืบจนพบตัวคนร้ายตัวจริง ไม่อย่างนั้นผมคงไม่รู้ว่าจะถูกใส่ร้ายไปอีกนานแค่ไหน บุญคุณครั้งนี้ผมซาบซึ้งจริง ๆ!”
เซียวหลิ่นโบกมือ กล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมว่า “การสืบหาคนร้ายตัวจริงเป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว”
จ้าวหมิงหยวนถอนหายใจ แววตาฉายความเศร้าสร้อย “ผมกับอวี๋เหมยเฟิ่งเซ็นเอกสารหย่าร้างกันแล้ว พอพ้นช่วงเวลาทบทวนใจก็จะไปดำเนินการเรื่องหย่า บ้านหลังนี้ซื้อด้วยเงินเก็บทั้งชีวิตของครอบครัวผม เธอทรยศผม แถมเด็กก็ไม่ใช่ลูกผม ผมจะไม่แบ่งอะไรให้เธอแม้แต่นิดเดียว”
ทุ่มเทใจให้กันมาหลายปี แต่กลับลงเอยเช่นนี้ ช่างน่าเวทนาจริง ๆ
เซียวหลิ่นปลอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “อย่าคิดวนอยู่กับเรื่องนี้เลย แค่เห็นธาตุแท้ของอีกฝ่ายได้ก็ดีแล้ว หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล”
เย่หยุนถังกล่าวเสริมเสียงเบา ช่วยปลอบให้จ้าวหมิงหยวนทำใจให้สบาย
จ้าวหมิงหยวนพยักหน้า ครั้นได้สติกลับมาก็ถามว่า “หัวหน้าเซียว นิติเวชเย่ พวกคุณอุตส่าห์มาถึงที่นี่ ยังมีอะไรอยากถามผมอีกหรือครับ”
เซียวหลิ่นเข้าเรื่องทันที “ก่อนที่จ้าวเจียซู่จะย้ายมาเรียนที่เมืองเย่เฉิง เขาเคยกลั่นแกล้งเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่โรงเรียนมัธยมสามในเมืองลิ่น คุณรู้เรื่องนี้ไหม”
จ้าวหมิงหยวนส่ายหน้า “ผมไม่รู้ครับ ตอนนั้นเขาย้ายมาเมืองเย่เฉิงเพราะบอกว่าที่โรงเรียนมีคนกระโดดตึก แล้วก็มีครูเกิดเรื่องขึ้น เขาขี้กลัว กลัวจนกลางคืนฝันร้ายอยู่บ่อย ๆ พวกเราถึงให้เขาเปลี่ยนสภาพแวดล้อม”