ระหว่างเดินกลับลงจากเขา มุมปากของหลิวว่านเซินก็ประดับรอยยิ้มอยู่ตลอด
วันนี้ลงเขาไปซื้อของใช้จำเป็นได้ครบ แถมยังช่วยวิญญาณในพระพุทธรูปหยกไปอีกแรง อารมณ์ย่อมเบิกบานเป็นธรรมดา
เสือดาวตัวเต็มวัยสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเขา จึงเอียงหัวเข้ามาใกล้ ก่อนใช้ไหล่ถูไถเสื้อคลุมนักพรตของเขาเบา ๆ
“ประจบข้าก็ไม่มีประโยชน์หรอก”
“ในถุงมีทั้งยาสีฟันกับแชมพู ระวังอย่ากัดจนขาดล่ะ”
“ถ้าทำพัง คืนนี้อดกินเนื้อแน่”
หลิวว่านเซินพูดพลางยื่นมือไปลูบหัวมัน
เสือดาวตัวเมียฟังไม่เข้าใจสักคำ
มันเห็นเพียงหลิวว่านเซินกำลังยิ้ม ทั้งยังยื่นมือมาลูบตัวมัน จึงคิดว่าได้รับคำชม หางเลยแกว่งไกวอย่างร่าเริงกว่าเดิม
เมื่อลูกเสือดาวเห็นแม่ไม่สนใจตัวเอง ก็เริ่มงอแงขึ้นมาทันที
มันกระโจนเข้าไปกัดขาหลังของแม่ก่อน พอถูกหางปัดกระเด็นก็หันกลับมาชนหน้าแข้งของหลิวว่านเซิน
ทางบนเขาแคบขนาบด้วยทางลาดชัน
หากเจ้าตัวเล็กเล่นจนคึกเกินไป เหยียบพลาดกลิ้งตกลงไปคงไม่ใช่เรื่องเล็ก
หลิวว่านเซินเห็นดังนั้นจึงก้มลงอุ้มมันขึ้นมา
ลูกเสือดาวดิ้นขาพัลวัน ทั้งยังร้องคำรามไม่หยุด เห็นได้ชัดว่าไม่อยากถูกกักอิสรภาพ
แต่ไม่ว่ามันจะดิ้นรนอย่างไร หลิวว่านเซินก็ไม่ยอมปล่อยมือ
คนหนึ่งกับเสือดาวสองตัวเดินมาจนสุดทางเขาช่วงท้าย ประตูเขาเก่าของอารามซานชิงก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าในไม่ช้า
เมื่อมาถึงลานราบหน้าประตู หลิวว่านเซินจึงวางลูกเสือดาวลง
ทว่าเพิ่งเงยหน้าขึ้น เขาก็หยุดเท้าทันที
นอกประตูอารามมีนักพรตวัยกลางคนยืนอยู่คนหนึ่ง
อีกฝ่ายอายุราวสี่สิบกว่า สวมเสื้อคลุมนักพรตสีเขียวที่ซักจนเก่า ข้างเท้าวางห่อผ้าไว้ใบหนึ่ง
“ขอน้อมคารวะเทพเจ้าสูงสุด”
“ข้าหลิวว่านเซิน เป็นเจ้าสำนักอารามซานชิงในปัจจุบัน”
“ไม่ทราบว่าสหายเต๋ามาจากที่ใด มาหาถึงที่นี่ด้วยธุระอันใดหรือ?”
