จัดการเรื่องที่ตีนเขาเรียบร้อยแล้ว ทุกคนก็กลับไปยังวัดชิงเฟิงอีกครั้ง
ภายในโถงด้านหลัง เตาถ่านกำลังลุกโชน
หลิวว่านเซินหยิบชาปราณออกมา แล้วชงให้สวีเหม่ยหลิงด้วยตัวเอง
น้ำเดือดไหลลงถ้วยกระเบื้องสีขาว ใบชาสีเขียวอ่อนค่อย ๆ คลี่ออก
กลิ่นชาหอมสงบแผ่กระจายอย่างรวดเร็ว ไอสีขาวจาง ๆ ลอยขึ้นจากปากถ้วย ไม่นานก็อบอวลไปทั่วโถงด้านหลัง
เดิมทีสวีเหม่ยหลิงกำลังมองสำรวจรอบ ๆ
แต่ทันทีที่กลิ่นชาลอยเข้าจมูก ร่างของเธอก็ชะงักไปทันที
ความอ่อนล้าและเหน็ดเหนื่อยที่กดทับร่างกายมาหลายวันกลับจางหายไปอย่างรวดเร็ว
สมองที่มึนงงพลันปลอดโปร่งขึ้น
จิตใจที่ตึงเครียดมาหลายวันก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
แม้แต่ส่วนลึกของวิญญาณยังรู้สึกเบาสบายอย่างยากจะบรรยาย
สวีเหม่ยหลิงค่อย ๆ ยืดตัวขึ้น ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
เพียงสูดกลิ่นชาเข้าไปไม่กี่ครั้ง ร่างกายก็เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดถึงเพียงนี้
ถ้าได้ดื่มเข้าไปจริง ๆ จะให้ผลอย่างไรกันนะ?
“คุณน้าครับ เชิญครับ”
หลิวว่านเซินเลื่อนถ้วยชาไปข้างหน้าเล็กน้อย
สวีเหม่ยหลิงประคองถ้วยด้วยสองมือ แล้วค่อย ๆ จิบอย่างระมัดระวัง
น้ำชาร้อนอุ่นไหลผ่านลำคอ พลังชุ่มชื่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ความเหนื่อยล้าที่สะสมมาหลายวันละลายหายไปประหนึ่งหิมะต้องแสงแดด
มือเท้าที่เคยหนักอึ้งกลับมีเรี่ยวแรงขึ้นมา อาการอึดอัดในอกที่อธิบายไม่ถูกก็หายไปเกือบหมด
สวีเหม่ยหลิงถือถ้วยชาไว้ ไม่ยอมวางลงอยู่นาน
เธอบริหารบริษัทมาหลายปี เคยดื่มชาชั้นเลิศทั้งในประเทศและต่างประเทศมานับไม่ถ้วน
ชาหายากราคาหลายแสนต่อครึ่งกิโลกรัม ที่บ้านก็ยังเก็บไว้หลายกระปุก
แต่ชาที่เคยดื่มมาทั้งหมด เมื่อเทียบกับถ้วยตรงหน้าแล้ว แทบไม่ต่างจากน้ำเปล่าธรรมดา
