“สัตว์ป่าเหรอ?”
ซูอวิ้นชะงัก ก้มมองหัวฟู ๆ ที่ซุกอยู่ในอ้อมแขน
เจ้าตัวน้อยนี่ มองอย่างไรก็ไม่เหมือนสัตว์ดุร้ายที่เติบโตในป่าเลยสักนิด
ถ้าไม่ใช่เพราะลายเสือดาวบนตัว ซูอวิ้นคงนึกว่ามันเป็นแค่แมวตัวใหญ่เท่านั้น
“เมื่อครึ่งเดือนก่อน ตอนกลางคืน ขณะที่ผมกำลังจะปิดประตูวัด พวกมันก็โผล่มาบนลานหน้าวัด”
หลิวว่านเซินเอ่ยเสียงเบา พลางยื่นมือไปลูบหัวแม่เสือดาว
นักศึกษาหลายคนที่อยู่รอบ ๆ มองหน้ากัน
เสือดาวตัวโตเต็มวัยขนาดนี้ แต่เสียงร้องกลับเหมือนแมวจริง ๆ งั้นหรือ?
หลิวว่านเซินกล่าวต่อ “ตอนนั้นแม่เสือดาวบาดเจ็บสาหัส ส่วนลูกเสือดาวก็เฝ้าอยู่ข้าง ๆ ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร”
“หลังจากนั้นผมก็พาพวกมันเข้ามาในวัด รักษาแผลให้แม่เสือดาว แล้วก็เตรียมอาหารไว้ให้พวกมัน”
“พอแผลหาย พวกมันก็ไม่ยอมไปไหน”
“ตั้งแต่นั้นมา พวกมันสองตัวก็ปักหลักอยู่ในวัดโทรม ๆ ของผม ไล่ยังไงก็ไม่ไป…”
แม่เสือดาวคล้ายจะฟังออกว่าเขากำลังพูดถึงตัวเอง จึงยกอุ้งเท้าขึ้นวางบนชุดนักพรตสีขาว ก่อนส่งเสียงครางต่ำ ๆ ในลำคออีกครั้ง
“ยังไม่พอใจอีกเหรอ?”
หลิวว่านเซินจับหูมันแกว่งเบา ๆ สองที
แม่เสือดาวไม่ได้ขัดขืน กลับหมอบลงข้างเท้าเขาเสียอย่างนั้น
“ทำไมกันล่ะ?”
“ทุกวันไม่ต้องเบียดรถไฟใต้ดิน แถมยังได้ลูบเสือดาวเวลาอยากลูบ ชีวิตแบบนี้น่าอิจฉาเกินไปแล้ว!”
เด็กสาวร่าเริงเบะปาก จ้องลูกเสือดาวในอ้อมแขนซูอวิ้นตาเป็นมัน
เมื่อครู่เธอลองเข้าใกล้แม่เสือดาวตั้งหลายครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ
แต่ซูอวิ้นกลับได้ลูบเสือดาวโตเต็มวัย แถมตอนนี้ยังอุ้มลูกเสือดาวไว้อีก การเลือกปฏิบัตินี่ชัดเจนเกินไปแล้ว
