ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นเธอ แต่ดวงตาของหลินเยว่ก็ยังชื้นขึ้นมา
พอออกจากลิฟต์ ด้านนอกกลับมีหิมะตก
นี่เป็นหิมะแรกของปีนี้
เกล็ดหิมะสีขาวโปรยปรายล่องลอยลงมา พื้นดินมีหิมะจับเป็นชั้นบาง ๆ แล้ว
หน้าทางเข้าห้างสรรพสินค้าถูกขึงแนวกั้น ตำรวจหลายคันจอดอยู่ริมถนน ไฟแดงสลับน้ำเงินกะพริบเด่นชัดท่ามกลางราตรี
ผู้คนที่มามุงดูรวมตัวกันอยู่โดยรอบ ชี้ไม้ชี้มือไปทางนั้น พร้อมยกโทรศัพท์ขึ้นถ่ายภาพ
คนที่มาดูหนังคนเดียวมีไม่มาก โดยเฉพาะในตอนกลางคืน
เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็น สองสาวจึงเดินไปด้วยกันอย่างรู้ใจกัน แสร้งทำเป็นคนรู้จัก
กระทั่งถึงจุดที่ไม่มีคนตรงปากทางแยก ทั้งคู่จึงแยกกันเดินไปคนละทาง
หลินเยว่เร่งฝีเท้าข้ามถนนเข้าไปในตรอกเล็กฝั่งตรงข้าม
เธอไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่เช่าห้องอยู่เอง เป็นห้องเล็ก ๆ ที่มีหนึ่งห้องนอนกับหนึ่งห้องรับแขก แม้ไม่กว้างขวาง แต่ก็เป็นพื้นที่ของเธอเพียงคนเดียว
แค่ปิดประตูห้อง ก็จะทำอะไรก็ได้ ไม่มีใครตำหนิหรือก้าวก่าย เธอเป็นอิสระ
ห้องเช่าของเธออยู่ไม่ไกลจากโรงหนัง
หิมะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ เกล็ดหิมะสัมผัสใบหน้าแล้วรู้สึกเย็น หลินเยว่กระชับผ้าพันคอรอบคอ
ขอเพียงเดินผ่านตรอกเล็กสองสายแล้วเลี้ยวอีกครั้ง ก็จะเห็นตึกที่เธอเช่าอยู่
ค่ำคืนที่หิมะโปรยปรายสว่างกว่าปกติ มองไปทางไหนก็เห็นแต่สีขาวโพลน
รอบด้านไร้ผู้คน มีเพียงเสียงรองเท้าบูตหุ้มข้อสูงเหยียบลงบนหิมะดัง “กรอบแกรบ” อย่างอ้างว้าง
นอกจากเสียงฝีเท้าของตัวเอง หลินเยว่ก็ไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของใคร
แต่เงาบนพื้นนี่มันอะไรกัน? ทั้งที่มีเธออยู่คนเดียว ทำไมเงาบนพื้นถึงมีสองเงา? เธอชะงักฝีเท้าทันที
เงาสูงเพรียวตรงหน้าเป็นของเธอ ข้างเงาของเธอมีอีกเงาหนึ่งค่อย ๆ ทาบเข้ามา ไม่นานเงาของเธอก็ถูกอีกเงากลืนหายไป
กลิ่นอายแปลกหน้าค่อย ๆ คืบใกล้เข้ามา
ความหวาดกลัวแผ่ซ่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
สองปีมานี้ เมืองอู๋ถงมีความสงบเรียบร้อยดี แทบไม่เกิดคดีใหญ่ เดิมทีคิดว่าปีนี้คงผ่านพ้นไปได้อย่างราบรื่น ใครจะรู้ว่ายังไม่ทันข้ามปี กลับเกิดคดีร้ายแรงติดต่อกันถึงสองคดี
ตำรวจเริ่มยุ่งวุ่นวายกันอีกครั้ง เพิ่มกำลังลาดตระเวนทั้งกลางวันและกลางคืน เมื่อกำลังคนไม่พอ ตำรวจประจำพื้นที่จากสถานีตำรวจก็เข้าร่วมด้วย
ฉินกวนเป็นหนึ่งในนั้น
เดิมทีเขาเป็นตำรวจสืบสวนคดีอาญา หลังเรียนจบจากโรงเรียนตำรวจ ก็ทำงานอยู่ในเมืองใหญ่ทางใต้ เดิมมีอนาคตที่ดีกว่านี้ แต่พ่อป่วยกะทันหันจนเป็นอัมพาตติดเตียง แม่ดูแลคนเดียวไม่ไหว เขาจึงทำได้เพียงยื่นเรื่องขอย้ายกลับมา
ตำแหน่งตำรวจสืบสวนคดีอาญาไม่มีว่าง เขาจึงจำต้องทำงานเป็นตำรวจประจำพื้นที่ไปก่อน รอให้มีตำแหน่งว่างค่อยว่ากัน
คดีฆาตกรรมครั้งที่สองเกิดขึ้นในเขตรับผิดชอบของสถานีตำรวจที่เขาสังกัด หลังได้รับแจ้งเหตุ เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มแรกที่ไปถึงที่เกิดเหตุ
จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่อยากนึกถึงภาพนั้น เด็กสาวนอนอยู่บนพื้นหิมะ ถูกคนใช้มีดปาดคอ เลือดพุ่งจากลำคอสาดลงบนพื้น
สีขาวของหิมะตัดกับสีแดงของเลือด ภาพอันโหดร้ายติดตาไม่ยอมเลือน
เขาเป็นแค่ตำรวจประจำพื้นที่ของสถานีตำรวจ การไขคดีไม่ใช่หน้าที่ของเขา ใครคือฆาตกร สืบไปถึงไหนแล้ว เขาไม่รู้เลย
สิ่งเดียวที่รู้คือ ยังจับฆาตกรไม่ได้
วันนี้หิมะตกอีกแล้ว เหมือนกับวันที่เด็กสาวถูกฆ่า
ฆาตกรคนนี้เจ้าเล่ห์เป็นพิเศษ เลือกลงมือในวันที่หิมะตก
เกล็ดหิมะอันไร้เดียงดากลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของคนร้าย ช่วยกลบร่องรอยการก่อเหตุ
พื้นที่ลาดตระเวนของฉินกวนอยู่ใกล้โรงหนังที่เกิดเหตุ ผู้บังคับบัญชากำชับให้ระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะตอนกลางคืน ให้คอยสังเกตคนที่เดินลำพัง
โรงหนังแห่งนี้ก็ซวยพออยู่แล้ว กว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ กลับเกิดเรื่องแบบนี้จนต้องปิดไปหลายวัน
วันนี้แม้จะเปิดให้บริการอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครกล้ามาดูหนังที่นี่นัก สภาพจึงกลับไปซบเซาอีกครั้ง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อห้างสรรพสินค้าทั้งแห่ง
อย่างไรก็ตาม ชีวิตของคนทั่วไปไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ตราบใดที่เรื่องไม่ได้เกิดกับตัวเอง จะใช้ชีวิตอย่างไรก็ยังคงเป็นอย่างนั้น คดีฆาตกรรมเป็นเพียงเรื่องไว้พูดคุยหลังมื้ออาหาร
ฉินกวนเดินตรวจอยู่รอบหนึ่ง ก่อนจะกลับมายังบริเวณโรงหนัง
แล้วก็เห็นเด็กสาวคนหนึ่งสะพายเป้ออกจากห้างสรรพสินค้า
เขามองซ้ายมองขวา ไม่เห็นใครเดินมาด้วยกันกับเธอ ให้ตายสิ นี่กล้าจริง ๆ
ข่าวเตือนอยู่หลายครั้งแล้วว่า ประชาชนควรหลีกเลี่ยงการออกจากบ้านตามลำพังตอนกลางคืน โดยเฉพาะผู้หญิง
แต่ก็ยังมีคนไม่ฟัง คิดเข้าข้างตัวเองว่าเรื่องโชคร้ายคงไม่เกิดกับตัว
เด็กสาวข้างหน้านั่นดูแล้วอายุราว ๆ ยี่สิบปี
ดึกป่านนี้แล้ว ยังไม่รีบกลับบ้าน กลับเดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว ทำให้เขานึกถึงคำพูดหนึ่งขึ้นมา คนไม่รู้ย่อมไม่กลัว
คุณปู่หลิวที่ขายมันเทศเผาอยู่ริมถนนยังไม่เก็บร้าน อากาศค่อนข้างหนาว เขากระทืบเท้าไปพลาง ยื่นมือไปอังเตาไปพลาง
ความซบเซาของโรงหนังส่งผลต่อธุรกิจของเขาโดยตรง มันเทศเผาจนถึงตอนนี้ก็ยังขายได้ไม่กี่ชิ้น
ฉินกวนเห็นเด็กสาวเดินเข้าไปคุยกับคุณปู่หลิวอยู่สองสามคำ ก่อนชี้ไปที่เตา ดูท่าจะซื้อพวกมันเทศเผา
คุณปู่หลิวยิ้มจนหุบปากไม่ลง เดิมคิดว่ามันเทศเผาที่เหลือคงต้องหอบกลับบ้านเสียแล้ว ใครจะคิดว่าจะขายหมด เขาเก็บของขึ้นรถ เข็นกลับบ้านอย่างเบิกบาน
ฉินกวนคิดในใจว่า เด็กสาวคนนี้จิตใจดีเหมือนกัน
ขณะกำลังคิด เขาก็เห็นเด็กสาวหยิบมันเทศเผาชิ้นหนึ่งออกจากถุงแล้วหักครึ่ง กินไปพลางเดินไปทางตรอกเล็กฝั่งตรงข้าม
ให้ตายเถอะ เธอไม่รู้หรือไงว่ามีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นในตรอกนั้นเมื่อไม่กี่วันก่อน?!
ฉินกวนอดเป็นห่วงเธอไม่ได้ จึงตามไปเงียบ ๆ ตอนนี้เดินคนเดียวอันตรายเกินไป โดยเฉพาะเด็กสาวที่ยังอ่อนเยาว์เหมือนดอกไม้ตูม
เดินตามไปเรื่อย ๆ เงาของเด็กสาวก็วูบหายไปตรงมุมเลี้ยว ฉินกวนคิดในใจว่าแย่แล้ว จึงชักกระบองตำรวจจากเอวแล้วรีบตามไป
พอไปถึงมุมเลี้ยว เขากวาดตามองรอบด้าน แต่จะยังมีเงาของเด็กสาวอยู่ที่ไหน เหงื่อผุดเต็มหน้าฉินกวน
เขากำลังจะโทรศัพท์ขอกำลังเสริม จู่ ๆ ท้ายทอยก็ถูกกระแทกอย่างแรง ภาพตรงหน้ามืดวูบ ก่อนล้มลงกับพื้น
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งแรกที่เห็นคือแสงจ้าจากหลอดไฟ
ฉินกวนหลับตาลงอีกครั้ง รออยู่ครู่หนึ่งจึงค่อยลืมตาขึ้น
“คุณฟื้นแล้วหรือ?” เสียงผู้หญิงใสกังวานดังขึ้น
เมื่อเห็นคนตรงหน้าอย่างชัดเจน เขาก็ชะงักงัน เด็กสาวคนนี้ไม่ใช่คนที่เขาเพิ่งตามมาหรอกหรือ?
“คุณไม่เป็นไรใช่ไหม?” เขานึกถึงเหตุการณ์ก่อนหมดสติ ตอนนั้นกลัวว่าเด็กสาวจะตกอยู่ในอันตราย จึงตามเธอมาตลอด ต่อมาเห็นเธอหายไป กำลังจะเรียกกำลังเสริม ผลคือถูกใครบางคนตีจนสลบ
เขายกมือคลึงต้นคอ คนลงมือช่างหนักจริง ๆ ตอนนี้คอยังเจ็บอยู่เลย
“ฉันไม่เป็นไรค่ะ” ซูเสี่ยวเสี่ยวแตะจมูกอย่างกระดากใจ
เธอเองก็ไม่คิดเหมือนกันว่า เพิ่งมาถึงเมืองอู๋ถงวันแรกก็เกิดความเข้าใจผิดครั้งใหญ่เสียแล้ว
ข่าวคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในเมืองอู๋ถงถูกรายงานไปยังหน่วยสืบสวนคดีพิเศษ เพราะซูเสี่ยวเสี่ยวอยู่ใกล้ หัวหน้าหน่วยหยวนเฟิงจึงให้เธอมาที่นี่ก่อน ต่อไปน่าจะมีสมาชิกคนอื่นตามมาด้วย
ตอนเธอมาถึงก็เป็นเวลากลางคืนแล้ว ไม่แน่ใจว่าทางสำนักงานตำรวจเมืองยังมีคนอยู่หรือเปล่า จึงตั้งใจว่าจะไปหาพวกเขาในเช้าวันรุ่งขึ้น
แต่ในเมื่อมาถึงแล้ว ก็ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าไม่ได้ ใครจะรู้ว่าฆาตกรจะลงมืออีกหรือไม่ หลังจัดการที่พักเรียบร้อย เธอก็คิดจะไปดูที่เกิดเหตุเพื่อสำรวจสถานการณ์
ผลสุดท้ายกลับมีคนจับตาเธอเสียเอง
