ซูเสี่ยวเสี่ยวอ่านสรุปคดีระหว่างเดินทางมาแล้ว
คดีแรกเกิดขึ้นที่โรงภาพยนตร์สือกวง มีผู้เสียชีวิต 1 คน บาดเจ็บ 5 คน เหตุการณ์ร้ายแรงเป็นอย่างยิ่ง
ผู้เสียหายในคดีที่สองคือหลินเยว่ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับคดีแรกอยู่บ้าง
ตอนเกิดคดีแรก เธออยู่ในที่เกิดเหตุและเห็นเหตุฆาตกรรมด้วยตาตัวเอง
ครั้งนั้นหลินเยว่หลบอยู่ในห้องน้ำจึงรอดมาได้ แต่ใครจะคิดว่าระหว่างเดินทางกลับบ้านหลังให้ปากคำเสร็จ เธอจะถูกคนร้ายปาดคอ
ตอนแรกทุกคนคิดว่าคดีทั้งสองเกี่ยวข้องกันก็จริง แต่คนร้ายไม่น่าจะเป็นคนเดียวกัน
ตอนหลินเยว่ถูกฆ่า คนบ้าก็ถูกจับไปแล้ว ตำรวจยืนยันตัวตนของเขาได้อย่างรวดเร็ว คนบ้าชื่อกวนหงเหว่ย เป็นคนขับแท็กซี่
ยืนยันตัวตนของคนสองคนที่เขาพุ่งเข้าไปทำร้ายก่อนสุดได้แล้วเช่นกัน ผู้หญิงคือหวังเจวี๋ย ภรรยาของเขา ส่วนผู้ชายชื่อหติงคุน ดูท่าจะเป็นชู้ของหวังเจวี๋ย
หวังเจวี๋ยเป็นผู้เสียชีวิตเพียงคนเดียวในคดีแรก นี่เป็นเหตุฆาตกรรมที่เกิดจากภรรยานอกใจ น่าเวทนาก็แต่ผู้เสียหายคนอื่น ๆ ที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่
เดิมทีคิดว่าคดีชัดเจนแล้ว ถึงไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่หลังถูกจับ กวนหงเหว่ยกลับต่อต้านตลอดเวลา ไม่ให้ความร่วมมือในการสอบสวน ใครเข้าใกล้ก็จะกัด ราวกับคนบ้าจริง ๆ
แพทย์ตรวจร่างกายเขาแล้วพบสารตกค้างจากยา ยาชนิดนี้เป็นยาทางจิตเวชอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้อารมณ์ของคนแปรปรวนและควบคุมตัวเองไม่ได้
การค้นพบนี้ทำให้คดีซับซ้อนขึ้น บ่งชี้ว่าอาจมีคนชักใยกวนหงเหว่ยให้ฆ่าคนอยู่เบื้องหลัง
กวนหงเหว่ยเป็นฆาตกร แต่ยังมีมืออีกข้างซ่อนอยู่เบื้องหลังเขา
เวลานั้นมีคนบนอินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงหลินเยว่กับหวังเจวี๋ยเข้าด้วยกัน เพราะนอกจากจะเป็นผู้เสียหายแล้ว ทั้งคู่ยังมีสถานะร่วมกันอีกอย่าง นั่นคือเป็นแฟนคลับของกู้หยาง ดาราดัง
และกู้หยางก็เป็นพระเอกในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่โด่งดังเปรี้ยงปร้างในช่วงตรุษจีน
ไม่นานก็มีข่าวลือว่าไม่รู้กู้หยางไปล่วงเกินใครหรือทำเรื่องเลวร้ายอะไรไว้หรือเปล่า เพราะมีกองคุ้มกัน คนอื่นจึงแก้แค้นเขาไม่ได้ เลยหันไปเล่นงานแฟนคลับแทน
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคนปั่นกระแสบนอินเทอร์เน็ต เรียกร้องให้ถอดภาพยนตร์ของกู้หยางออกจากโรง
เรื่องที่ไม่มีมูลแท้ ๆ แต่พอมีคนพูดต่อกันมากเข้า ก็มีคนเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
เรื่องราวบานปลายไม่น้อย เบื้องบนจึงสั่งให้พวกเขาคลี่คลายคดีโดยเร็ว
ในเมื่อเรื่องเริ่มต้นที่โรงภาพยนตร์สือกวง ซูเสี่ยวเสี่ยวจึงไปที่นั่นก่อน
โรงภาพยนตร์เงียบเหงาไร้ผู้คน แม้จะเปิดไฟสว่าง แต่ไม่มีผู้ชมสักคน เจ้าของร้านหวังเฉินนั่งเล่นเกมอยู่บนโซฟาอย่างเบื่อหน่าย คิดว่าพอเล่นจบตานี้ก็จะปิดร้านกลับบ้าน ในเมื่อไม่มีใครมาดูหนัง
ซูเสี่ยวเสี่ยวเดินเข้ามา หวังเฉินไม่แม้แต่จะเงยหน้า ยังคงเล่นเกมในมืออยู่
ตอนนี้คงไม่มีใครมาดูหนัง มีแต่บล็อกเกอร์ที่ชอบเรื่องแปลกประหลาดแวะมาถ่ายทอดสด วันนี้ก็มาแล้วหลายคน
ซูเสี่ยวเสี่ยวแสร้งทำเป็นผู้ชมที่ตั้งใจมาดูหนัง
“เถ้าแก่ ทำไมไม่มีคนเลยล่ะ วันนี้ไม่ฉายหนังหรือคะ?”
“หนูเป็นคนต่างถิ่นสินะ?” หวังเฉินถึงเงยหน้ามองเธอ
“ใช่ค่ะ”
“ไม่กี่วันก่อนที่นี่เกิดคดีฆาตกรรม ใครจะกล้ามาดูหนังอีก ถ้าอยากดูก็ไปโรงอื่นเถอะ เดี๋ยวอยู่ในโรงคนเดียวแล้วจะตกใจเอา”
“หา มีคดีฆาตกรรมด้วยหรือคะ? เถ้าแก่ดวงซวยจริง ๆ เลย”
“ใครว่าไม่ใช่ล่ะหนู ฉันบอกเลยว่านี่มันชะตากรรม โรงหนังเล็ก ๆ ของฉันเทียบกับโรงใหญ่ไม่ได้อยู่แล้ว แถมช่วงสองสามปีมานี้ตลาดหนังไม่ค่อยดี ฉันกะว่าจะปิดร้านหลังตรุษจีน ใครจะรู้ว่าหนังช่วงตรุษจีนปีนี้จะดังระเบิด คิดว่าคราวนี้คงไม่ต้องปิดแล้ว ที่ไหนได้ ดีใจเก้อ
“นึกว่าสวรรค์ช่วยฉัน ที่ไหนได้ ไม่ได้ช่วยเลยสักนิด นี่มันแกล้งกันชัด ๆ! ทำไมต้องเกิดคดีฆาตกรรมด้วย?!
“รู้ไหมว่าอะไรเรียกว่ากลับไปจนเหมือนก่อนปลดแอกในชั่วข้ามคืน?”
หวังเฉินชี้จมูกตัวเอง
“ก็อย่างฉันนี่แหละ ช่างเถอะ ยอมแล้ว พรุ่งนี้ปิดร้านเลยก็แล้วกัน ยังไงก็ไม่มีใครมาดู ฉันอยู่คนเดียวก็รู้สึกขนลุกอยู่เหมือนกัน
“เอาเถอะ ๆ ไม่พูดแล้ว พูดไปก็มีแต่น้ำตา”
ซูเสี่ยวเสี่ยวคิดในใจ นี่เรียกว่าไม่พูดตรงไหนกัน ช่างพูดไม่หยุดเลยต่างหาก
“แขนเป็นอะไรหรือคะ?” เธอชี้ไปยังผ้าพันแผลที่แขนของหวังเฉิน
“อ้อ หมายถึงนี่เหรอ ไม่มีอะไรหรอก เจ้าคนบ้าคนนั้นไล่ฟันคนไปทั่ว ฉันยกแขนกันไว้เพื่อปกป้องเด็กสาวคนหนึ่ง ก็เลยเป็นอย่างนี้ ตอนนั้นหวาดเสียวมาก ถ้าตำรวจมาไม่ทัน ฉันคงไม่รอดเหมือนกัน”
“เถ้าแก่ เก่งจังเลยนะคะ นี่เรียกว่าช่วยคนไม่หวังสิ่งตอบแทนเลย”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แค่ทนเห็นเด็กสาวเกิดเรื่องไม่ได้ ฉันบอกเลยนะ ถ้าฉันไม่เข้าไปขวางไว้ หน้าของเด็กคนนั้นคงเสียโฉม เด็กสาวอายุยังน้อย อายุพอ ๆ กับหนู ถ้าเสียโฉมขึ้นมาก็เหมือนชีวิตพังทั้งชีวิต ต่อไปจะมีใครแต่งงานด้วย ฉันทนเห็นเด็กสาวเป็นแบบนี้ไม่ได้หรอก ทำยังไงได้ เถ้าแก่คนนี้มีข้อเสียอยู่ข้อเดียว คือใจดี”
“เถ้าแก่ ฉันขอเดินดูรอบ ๆ ได้ไหมคะ?”
“ได้สิ ถ้าไม่กลัวก็เดินดูตามสบาย”
ซูเสี่ยวเสี่ยวเดินเข้าไปสำรวจรอบหนึ่ง ดูทุกโรงรวมถึงห้องน้ำด้วย
ทำความสะอาดไว้อย่างดี ไม่เหลือร่องรอยของคดีฆาตกรรมแล้ว ในอากาศไม่มีกลิ่นคาวเลือด มีแต่กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศ
พอเธอเดินดูรอบหนึ่งเสร็จออกมา หวังเฉินก็ยังเล่นเกมอยู่ เห็นเธอออกมาจึงเอ่ยขึ้น
“หนูกลับเร็วหน่อยเถอะ กลางคืนอย่าเดินเตร็ดเตร่อยู่ข้างนอก อันตราย”
เจ้าของร้านดูมีน้ำใจดี นั่นคือความประทับใจแรกที่ซูเสี่ยวเสี่ยวมีต่อเขา
ออกจากโรงภาพยนตร์มาแล้ว เธอคิดว่าจะลองจำลองเหตุการณ์ เดินตามเส้นทางที่หลินเยว่ใช้กลับบ้าน ดูว่าฆาตกรตามเธอไปได้อย่างไร
ใครจะคิดว่าพอเดินเข้าไปในตรอก ก็เห็นใครบางคนแอบตามเธอมาอย่างลับ ๆ ล่อ ๆ
เธอดีใจขึ้นมา หรือว่าโชคดี พอมาถึงก็ถูกฆาตกรหมายหัวเสียแล้ว?!
ดังนั้น พออีกฝ่ายไล่ตามมา เธอก็ลงมือทันที
มองคนที่นอนอยู่บนพื้นแล้ว เธอก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องตามสัญชาตญาณ ถ้าฆาตกรจับได้ง่ายขนาดนี้ แล้วเธอจะถ่อมาที่นี่ทำไม?!
จากนั้นเธอก็เห็นวิทยุสื่อสารอยู่ในอกเขา ส่วนในมือก็ถือกระบองตำรวจ
น้ำท่วมวัดมังกรใหญ่เข้าจนได้ เธอตีผิดคนแล้วน่ะสิ!
ฉินกวนหมดสติไป จึงไม่รู้เรื่องเหล่านี้ พอเห็นหัวหน้าเย่จากหน่วยสืบสวนคดีอาญาเทศบาลยืนอยู่ข้าง ๆ ก็คิดว่าหัวหน้าเย่เป็นคนช่วยพวกเขาไว้
“หัวหน้าเย่ จับคนร้ายได้หรือยังครับ?”
“ยัง”
“ปล่อยให้หนีไปได้ยังไงครับ?” ฉินกวนร้อนใจ
หัวหน้าเย่เป็นตำรวจสืบสวนอาวุโสที่มีประสบการณ์ จะช่วยเขาไว้ได้แล้วปล่อยคนร้ายหนีไปได้อย่างไร?!
“จะจับอะไร? คนร้ายยังไม่โผล่มาเลย” เย่จิ่วโจวถลึงตาใส่ฉินกวนอย่างไม่สบอารมณ์
“จะเป็นไปได้ยังไงที่ไม่โผล่มา? ถ้าไม่โผล่มาแล้วใครตีผมจนสลบ?!”
“เอ่อ ขอโทษค่ะ ฉันเป็นคนตีคุณเอง คุณตามฉันมา ฉันเลยคิดว่าคุณเป็นคนร้าย” ซูเสี่ยวเสี่ยวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เอ่ยขึ้น
ฉินกวนเบิกตากว้าง เป็นไปไม่ได้ ไม่มีทางเป็นไปได้เด็ดขาด?! เขาหันไปมองเย่จิ่วโจวที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
เย่จิ่วโจวมองเขาแล้วพยักหน้ายืนยัน
จบกัน ผู้ชายตัวโตอย่างเขาถูกเด็กสาวตีจนสลบ เสียหน้าไม่น้อยเลย ตอนนี้คอไม่เจ็บแล้ว แต่หน้าเจ็บแทน
หัวหน้าเย่โบกมือ “ในเมื่อไม่เป็นอะไรแล้ว ก็กลับไปก่อนเถอะ”
ฉินกวนเจ็บหน้า ส่วนเขาปวดหัว
