“ฉันไม่ได้ตั้งใจปิดบังเธอ แค่กลัวว่ายังไม่ทันจัดการเรื่องให้เรียบร้อยก็จะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา” ซูเหมียวเหมียวอธิบาย
“ฮ่า ๆ ลุงไม่ได้โทษเธอหรอก ลุงรู้ว่าเธอคิดรอบคอบ” หวังหงเจี๋ยรีบพูดขึ้น
“ไป ๆ รีบไปกินข้าวกัน ก่อนหน้านี้มัวแต่กังวลเรื่องนี้จนกินอะไรไม่ลง ตอนนี้หิวจะแย่แล้ว รีบไปหาที่นั่งกันเถอะ” หวังหงเจี๋ยพูดพลางหอบกล้องยาสูบของตัวเองไปหาที่นั่ง
ท่าทางที่เปลี่ยนสีหน้าในพริบตาของเขาชวนให้ซูเหมียวเหมียวขำไม่น้อย เธอจึงเดินตามเข้าไปในฝูงชน
“น้องเล็ก ทางนี้” ฮั่วซินหย่วนลุกขึ้นโบกมือเรียกเธอพอดีตอนที่ซูเหมียวเหมียวกำลังหาที่นั่ง
ซูเหมียวเหมียวเดินเข้าไปทันที
โต๊ะหนึ่งนั่งกัน 8 คน ฮั่วเหวินป๋อไม่อยู่ ซานหยาจื่อจึงมานั่งแทนที่ว่าง
“สหายซู” ซานหยาจื่อทักทายเธอพลางยิ้มจนเห็นฟันซี่โต
ซูเหมียวเหมียวพยักหน้าตอบ
ไม่นาน ชาวบ้านก็เริ่มยกอาหารมาเสิร์ฟ
ถึงจะซื้อเนื้อมาตั้ง 20 หยวน แต่คนในหมู่บ้านมีเยอะ พอเอาไปตุ๋นรวมกับวุ้นเส้นและผักจนกลายเป็นหม้อรวมมิตร ก็แทบมองไม่เห็นเนื้อแล้ว ถึงอย่างนั้นพออาหารวางลงบนโต๊ะ ทุกคนก็ยังตาเป็นประกาย
น้ำซุปเนื้อก็ยังเป็นเนื้ออยู่ดี!
สมัยนี้แค่ได้กินของมัน ๆ ยังเอาไปคุยโวได้ตั้ง 3 วัน 3 คืน แค่ได้ซดน้ำซุปเนื้อก็เป็นความสุขที่แทบจินตนาการไม่ถึงแล้ว
ตามธรรมเนียม ก่อนกินข้าวหัวหน้าหมู่บ้านต้องกล่าวอะไรสักสองสามคำ แต่พอหวังหงเจี๋ยเห็นทุกคนมีท่าทางรอไม่ไหว เขาก็ตะโกนบอกให้เริ่มกินได้เลย ทุกคนจึงหยิบตะเกียบขึ้นมาทันที