“แม่คะ ให้หนูไปเป็นเพื่อนนะ”
อวี๋เหยากลอกตาเล็กน้อย
บางทีเธออาจได้เจอคนของตระกูลเฟิงที่โรงพยาบาลก็ได้ เธอสงสัยใคร่รู้มานานแล้ว
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล
มารดาของอวี๋เหยาตรงไปยังแผนกผู้ป่วยใน แล้วตามหาห้องพักตามหมายเลขที่บิดาของอวี๋เหยาบอกไว้
ฟางซู่ยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู
เมื่อเห็นเธอเดินมา เขาก็เอ่ยว่า “คุณผู้หญิงกำลังหลับ พวกคุณรออยู่หน้าประตูก่อน รอจนคุณผู้หญิงตื่นแล้วค่อยว่ากัน”
นี่เป็นคำสั่งของเฟิงอวี้
มารดาของอวี๋เหยาฝืนยิ้มออกมาอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แอบไม่พอใจอยู่บ้าง คุณนายเฟิงคนนี้วางมาดเสียเต็มที่
แต่อวี๋เหยากลับรู้สึกอิจฉาอยู่หน่อย ๆ
ดูท่าแล้ว คุณนายเฟิงช่างโชคดีจริง ๆ
“ฉันอยากถามว่า ฉันไปล่วงเกินคุณนายเฟิงตรงไหนหรือคะ?”
รอไปกว่าครึ่งชั่วโมงจนขาของมารดาอวี๋เหยาเริ่มเมื่อยล้า เธอทบทวนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัว แต่ก็นึกไม่ออกจริง ๆ ว่าตัวเองไปทำความรู้จักกับคุณนายเฟิงตั้งแต่เมื่อไร หรือทำอะไรให้ไม่พอใจ
เรื่องนี้ต้องเป็นความเข้าใจผิดแน่ ๆ
ฟางซู่ไม่สะทกสะท้าน ไม่ตอบแม้แต่คำเดียว
มารดาของอวี๋เหยายิ่งกระอักกระอ่วน ผ่านไปอีกพักหนึ่ง อารมณ์ก็เริ่มหงุดหงิด อวี๋เหยาเองก็หมดความอดทนไปนานแล้ว
เธอหาเหตุผลมาอ้าง “แม่คะ หนูปวดท้อง ขอไปห้องน้ำก่อนนะ”
ถ้ารู้ว่าต้องมายืนรอเปล่า ๆ แบบนี้ ไม่ได้เจอคุณเฟิงสักที เธอไม่มีทางมาหรอก เสียเวลาเปล่าชัด ๆ
มารดาของอวี๋เหยาขานรับเบา ๆ ไม่ได้คิดอะไรมาก “ไปเถอะ”
อวี๋เหยาเดินฉับ ๆ ลงลิฟต์ตรงกลับไปที่รถ ตั้งใจจะพักให้เต็มที่สักหน่อย
เสียงลิฟต์ดังติ๊ง ประตูก็เปิดออก
เงาร่างสูงโปร่งสง่าของชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า แววตาของอวี๋เหยาเป็นประกาย เธอจำเขาได้ทันที
