ตอนจิ่วยาเดินเข้ามาในลานบ้าน ในกระบุงบนหลังมีหญ้าป่าที่เพิ่งไปเก็บมาจากภูเขา ใบหน้าเล็กแดงก่ำเต็มไปด้วยเหงื่อ
ลิ่วยาเงยหน้าขึ้นก็เห็นน้องสาวคนที่เก้าแบกกระบุงหญ้าป่ากลับมาอีกแล้ว
เธอรีบเข้าไปช่วยถอดกระบุงลง “นี่ บอกแล้วไงว่าพี่ไปเก็บหญ้าคนเดียวก็พอ น้องตัวเล็กแค่นี้ทำไมไม่ฟังกัน ต้องตากแดดร้อนจนแทบตายแล้วยังจะไปเก็บหญ้าอีก”
จิ่วยาปาดเหงื่อบนใบหน้าแล้วพูดว่า “หนูไม่ร้อน”
สองคนที่ได้ยินเสียงจากในห้องก็เดินออกมา ปายารีบเข้าไปในครัวเพื่อตักน้ำ
จางเหออานเดินไปอยู่ข้างจิ่วยาด้วย “พี่เก้า พักสักหน่อยเถอะครับ พี่แปดไปเอาน้ำมาให้แล้ว”
จิ่วยามองน้องชายตัวเล็กที่บอกให้เธอพัก ใจก็อ่อนยวบลงทันที
เธอรีบขานรับ “จ้ะ น้องรีบเข้าไปนอนในห้องเถอะ ข้างนอกแดดแรง”
พูดจบก็รับน้ำที่ปายาเพิ่งยกมาให้แล้วดื่มจนหมดในคราวเดียว
จากนั้นเธอก็ไปหยิบอาหารไก่ที่ลิ่วยาเพิ่งสับเสร็จ เดินไปพลางพึมพำไปพลาง “ลูกไก่ ลูกไก่ รีบกินเร็ว กินเร็ว ไม่ต้องแย่งกัน มีให้ทุกตัว...”
“พี่เก้าไปให้อาหารไก่อีกแล้ว”
จางเหออานชะโงกหน้าออกไปมองในลานบ้าน เป็นอย่างที่คิด ไก่ลายดอกสองสามตัวใต้ต้นไหวเก่ากำลังล้อมอยู่รอบเท้าพี่เก้า
พี่เก้านั่งยอง ๆ อยู่ตรงนั้น มองพวกมันกินอย่างตั้งใจ บางครั้งก็ยื่นมือไปลูบหัวไก่ ปากยังพึมพำไม่หยุด
เห็นภาพนี้แล้วจางเหออานก็อดรู้สึกขำไม่ได้ พี่เก้าของบ้านนี้ชอบให้อาหารลูกไก่ และชอบพูดคุยกับพวกมันตอนให้อาหาร
จางเหออานอดนึกถึงชาติก่อนไม่ได้ ดูเหมือนไม่มีอะไรที่น่าอาลัยอาวรณ์นัก
มีแต่อาหารอร่อยในยุคปัจจุบันที่ยังพอให้คิดถึงอยู่บ้าง อย่างไรเสียยุคนี้ก็ขาดแคลนสิ่งของจริง ๆ
คนชนบทไม่กล้าใช้น้ำมัน ส่วนใหญ่จึงกินแต่ผักต้ม แม้ตอนนี้เด็กหญิงตัวน้อยจะคุยกับลูกไก่ แต่พอถึงเวลากินเนื้อไก่...
เธอเป็นคนที่กินดุที่สุดรองจากพี่ห้า ใครใช้ให้พี่เก้าแย่งพี่ห้าไม่ได้นี่นา
