ฉีเติ่งเสียนปฏิเสธคำชวนให้พักค้างคืนของเฉียวกั๋วเทาอย่างสุภาพ จากนั้นจึงกลับไปยังหมู่บ้านวิลล่าอวิ๋นติ่งทันที
พอรถหยุดสนิท ฉีเติ่งเสียนก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ พลางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ออกมาเสียดี ๆ!”
“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว——”
เงาร่างหลายสายพุ่งปรากฏขึ้นรายล้อมเขาทันที แต่ละคนแผ่กลิ่นอายเย็นเยียบออกมาดุจอสูรร้าย
“ดูท่าความสัมพันธ์ระหว่างเจ้ากับอวี้เสี่ยวหลงจะไม่ธรรมดาเลยนะ? จะคุกเข่าลงอย่างว่าง่ายให้พวกเรามัดมือรอจับ หรือจะให้พวกเราหักแขนขาแล้วค่อยพาตัวไป?” บุรุษผู้มีกลิ่นอายเย็นยะเยือกและดูอันตรายอย่างยิ่งเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ
ฉีเติ่งเสียนพอได้ยินชื่อนี้ก็อดรู้สึกรำคาญใจขึ้นมาไม่ได้ เขาส่ายศีรษะแล้วกล่าวว่า “ข้าไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับนาง พวกเจ้าอย่ามาหาเรื่องข้าดีกว่า”
“ฮ่า ๆ ๆ เจ้าเป็นแค่ผู้คุมเรือนจำตัวเล็ก ๆ ยังกล้ามาลำพองต่อหน้าพวกเรา! พวกเราคือจตุรเทพใต้บัญชาท่านราชันย์แห่งความสยองขวัญเชียวนะ!” บุรุษผู้นั้นหัวเราะลั่นพลางเดินมุ่งตรงเข้าหาฉีเติ่งเสียน
ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นฉวยออกมา ฉีกอากาศดังหวือ ตรงเข้าใส่ลำคอของฉีเติ่งเสียน
ฉีเติ่งเสียนส่ายศีรษะ ฝีมือระดับนี้ เขาแค่สุ่มดึงใครสักคนจากในคุกออกมาก็สามารถจับไอ้ที่อวดอ้างว่าเป็นจตุรเทพพวกนี้มาแขวนตีได้สบาย
ปัดหมัดนั้นออกไป โดยไม่แม้แต่จะสนใจแววตาตกตะลึงที่ปรากฏบนใบหน้าอีกฝ่าย ฉีเติ่งเสียนยกมือขึ้นชกปัง ๆ ๆ ๆ สี่ยอดฝีมือผู้น่าสะพรึงที่เข่นฆ่าผู้คนมานับไม่ถ้วนก็ร่วงลงกับพื้นในพริบตาราวกับหุ่นฟาง
“น่าหนักใจจริง!” ฉีเติ่งเสียนส่ายหน้า คว้าขาข้างหนึ่งขึ้นมาแล้วเขวี้ยงทิ้ง โยนศพลอยละลิ่วตกหน้าผาไป
ไม่นานนัก อวี้เสี่ยวหลงก็ตามกลิ่นคาวเลือดที่ลอยคลุ้งในอากาศจนมาถึง นางเดินไปยังตีนหน้าผา ก็แลเห็นศพสี่ศพเละเทะจนจำหน้าไม่ได้
“ที่แท้ก็เป็นจตุรเทพใต้บัญชาราชันย์แห่งความสยองขวัญ สี่คนนี้ก็เป็นคนที่ทำให้ฝ่ายทหารของเราปวดหัวไม่น้อยเหมือนกัน แถมยังจับกุมไม่สำเร็จสักที…”
อวี้เสี่ยวหลงเมื่อเห็นศพทั้งสี่นี้ก็อดไม่ได้ที่จะตะลึงพรึงเพริดอย่างยิ่ง
นางมองออกในบัดเดียวว่าทั้งสี่คนนี้ถูกผู้ใดผู้หนึ่งทุบตีจนตายในที่เกิดเหตุ แล้วเอามาทิ้งซากไว้ในป่า จิตใจก็ยิ่งสั่นสะท้านมากขึ้นไปอีก!
“เป็นใครกันนะ ถึงสังหารทั้งสี่คนนี้ได้อย่างง่ายดายราวกับปอกกล้วยเข้าปาก? เลือดก็ยังอุ่น ๆ อยู่เลย แสดงว่าเพิ่งตายได้ไม่นาน แต่ข้ากลับไม่รู้สึกถึงร่องรอยการต่อสู้เลยสักนิด”
แววตาของอวี้เสี่ยวหลงเต็มไปด้วยความตราหนัง ระดับผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ เกรงว่าฝีมือจะสูงกว่าตัวนางอยู่ไม่น้อย!
อวี้เสี่ยวหลงคว้าโทรศัพท์มือถือของตนขึ้นมาพลางมองไปยังยอดเขาอวิ๋นติ่งอย่างครุ่นคิด แล้วสั่งการลงไปว่า “ช่วยสืบให้ข้าทีว่าคนที่พักอยู่ในวังอวิ๋นเทียนคือใคร แล้วส่งคนมาที่ข้าเพื่อจัดการสถานที่เกิดเหตุ…”
เช้าตรู่ของอีกวัน ฉีเติ่งเสียนก็ได้รับโทรศัพท์จากเฉียวกั๋วเทาที่โทรเข้ามา
“เติ่งเสียนเอ๊ย เรื่องที่เจ้าแต่งงานกับชิวเมิ่งน่ะมันพัฒนาเร็วไป เรื่องความรู้สึกน่ะต้องเสริมสร้างให้แน่นแฟ้นอีกหน่อย วันนี้นางนัดเพื่อนเอาไว้ที่สปอร์ตคลับแห่งหนึ่ง กะจะแนะนำให้เจ้ารู้จักนะ เจ้าบอกที่อยู่มาเถิด ข้าจะให้นางไปรับเจ้า” เฉียวกั๋วเทาหัวเราะร่วน
“ได้ขอรับ” ฉีเติ่งเสียนยิ้มอย่างจนใจ ไม่อาจปฏิเสธน้ำใจของเฉียวกั๋วเทาได้ จึงรับปากลงไปทันที
ไม่นาน หลี่อวิ๋นหว่านก็ขับรถพาเฉียวชิวเมิ่งมารับฉีเติ่งเสียน
หลี่อวิ๋นหว่านมองฉีเติ่งเสียนพลางพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้า จากนั้นก็เผยแววดูแคลน ก็แค่ผู้คุมเรือนจำตัวเล็ก ๆ หน้าตาก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร หุ่นก็พอใช้ได้ แต่ไร้ทั้งอำนาจไร้ทั้งเส้นสาย ไร้ประโยชน์สิ้นดี จะคู่ควรกับเฉียวชิวเมิ่งผู้เป็นยอดหญิงแห่งสกุลเฉียวได้อย่างไร?
“เพื่อนสาวข้า หลี่อวิ๋นหว่าน พวกเจ้าทำความรู้จักกันไว้” เฉียวชิวเมิ่งนั่งอยู่ที่เบาะข้างคนขับ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ฉีเติ่งเสียนยื่นมือออกไปพลางยิ้มกล่าวว่า “สวัสดี!”
ทว่าหลี่อวิ๋นหว่านกลับไม่แม้แต่จะชายตามองเขา กล่าวว่า “อย่ามัวชักช้าให้เสียเวลา ขึ้นรถเร็วเข้า คุณชายจางกับพวกเขารออยู่ที่นั่นกันแล้ว!”
หลี่อวิ๋นหว่านขับรถเร็ว ไม่นานก็มาถึงคลับแห่งหนึ่งที่ชื่อว่า “ซ่างจ้ง”
“ฮ่า ๆ ๆ ชิวเมิ่ง อวิ๋นหว่าน ในที่สุดพวกเธอก็มาจนได้นะ!” เหล่าคุณชายน้อยเดินมาต้อนรับหลายคน หัวหน้าผู้มีท่าทางสง่าผ่าเผยคือจางเช่าเจี๋ย คุณชายใหญ่แห่งสกุลจาง ซึ่งเป็นผู้ตามจีบเฉียวชิวเมิ่ง
เมื่อเห็นว่ามีหนุ่มอีกคนโผล่ออกมาจากรถด้วย แววตาของจางเช่าเจี๋ยก็เย็นวูบลงเล็กน้อย กล่าวว่า “คนนี้คือ?”
“ก็แค่คางคกที่อยากกินเนื้อหงส์น่ะ” หลี่อวิ๋นหว่านยิ้มเยาะแต่นัยน์ตาไม่ยิ้ม พยักหน้าให้จางเช่าเจี๋ย
ประกายเยือกเย็นวาบผ่านแววตาของจางเช่าเจี๋ย พิจารณาฉีเติ่งเสียนตั้งแต่หัวจรดเท้าครั้งหนึ่ง เสื้อผ้าธรรมดา ท่วงท่าพื้น ๆ ไม่มีอะไรโดดเด่น
คนอย่างนี้ ก็ยังกล้ามาจีบเฉียวชิวเมิ่งงั้นหรือ?!
เฉียวชิวเมิ่งกล่าวอย่างเรียบเฉยว่า “เพื่อนสาวของฉันพูดจาอย่างนี้เป็นปกติ อย่าถือสาเลย”
ฉีเติ่งเสียนกวาดสายตามองนางแวบหนึ่ง ก็ขี้เกียจจะพูดเช่นกัน
“หึหึ ในเมื่อมาแล้ว ไม่ว่าจะสูงต่ำอย่างไร ก็นับเป็นแขกคนหนึ่ง ถ้างั้นก็เลี้ยงต้อนรับหน่อยแล้วกัน” จางเช่าเจี๋ยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่เห็นฉีเติ่งเสียนอยู่ในสายตาเลยสักนิด เจ้าหนุ่มบ้านนอกธรรมดา ๆ ที่ไม่มีภูมิหลังอะไรแบบนี้ ในสายตาของเขา ก็เหมือนมดตัวหนึ่งเท่านั้น
จางเช่าเจี๋ยยิ้มให้เฉียวชิวเมิ่ง “ชิวเมิ่ง เธอไม่ได้อยากเรียนฟันดาบตลอดหรือ? เมื่อวานซืนฉันเพิ่งได้ที่สามจากงานประชุมแลกเปลี่ยนผู้ชื่นชอบฟันดาบทั่วประเทศพอดี วันนี้มีโอกาสเหมาะจะสอนเธอได้เลย”
“อ๋อ… ใช่แล้ว เรื่องที่ฉันรับปากจะช่วยเธอทวงเงินที่ถูกโกงไปสองสิบล้านจากสภาการค้ามังกรดำก็กำลังจัดการไปอยู่เหมือนกัน น่าจะอีกสองวันนี้พวกมันจะตอบกลับมาแล้ว”
“วางใจเถอะ ถึงสภาการค้ามังกรดำจะมีอิทธิพลมากและรวยล้นฟ้า แต่พวกมันก็ยังต้องไว้หน้าฉันอยู่บ้างแหละ”
เฉียวชิวเมิ่งพยักหน้า แววตาฉายแวบแห่งความยินดี กล่าวว่า “ขอบคุณคุณชายจาง!”
เมื่อเข้าไปในคลับและหาสถานที่เจอแล้ว จางเช่าเจี๋ยก็ให้คุณชายอีกคนที่ชอบฟันดาบเหมือนกันมาประลองกับตนเพื่อฝึกซ้อม
“ให้ตายเถอะ นั่นใครกัน… หรือว่าจะเป็นพลเอกอวี้เสี่ยวหลง?!”
“สวรรค์ ดูเหมือนจะเป็นอวี้เสี่ยวหลงจริง ๆ ด้วย ไม่คิดว่าจะมาเจอนางที่นี่”
“นางกำลังยิงธนูกับใครอยู่น่ะ? เหมือนจะเป็นเจ้ามังกรดำ ประธานสภาการค้ามังกรดำ?”
“ว้าว สมกับเป็นไอดอลของฉัน อวี้เสี่ยวหลง เชี่ยวชาญทุกอย่างเลยนะ ดูสิ เข้าเป้าทั้งหมดเลยนะ!”
แลเห็นอวี้เสี่ยวหลงในชุดกีฬาปราดเปรียวสง่างาม โก่งคันธนูพาดลูกศร ผึง ผึง ผึง ผึง ยิงต่อเนื่องสี่ดอก ลูกศรทั้งสี่ปักอัดแน่นอยู่ตรงจุดศูนย์กลางของเป้า
ฉีเติ่งเสียนเกิดความรู้สึกอยากร้องด่าแม่ขึ้นมา ดวงของเขากับผู้หญิงคนนี้สมพงษ์กันไม่ได้หรืออย่างไรกัน? ไปที่ไหนก็เจอแต่หน้านาง ร้อยวันพันปีก็ไม่เคยซวยได้ใจปานนี้!
เมื่อเขามองอีกครั้ง ก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ นั่นไม่ใช่เจ้า “ไส้เดือนน้อย” จ้าวมังกรดำหรอกหรือ?
จ้าวมังกรดำตอนเข้าเรือนจำน่ะเหิมเกริมเอามาก รังเกียจว่าข้าวในโรงอาหารไม่อร่อย เลยทุบโรงอาหารพัง แล้วก็ถูกฉีเติ่งเสียนหิ้วขึ้นไปแขวนกับเสาไฟฟ้าสามวันสามคืน
ดังนั้น นับแต่นั้นมา จ้าวมังกรดำผู้ยิ่งใหญ่ ก็กลายเป็นไส้เดือนน้อยไป
“ไม่คิดว่าฉันจะมีโอกาสได้เห็นท่วงท่าของอวี้เสี่ยวหลงกับตาตัวเองจริง ๆ นางคือเทพสงครามหญิงน้องใหม่ที่พุ่งแรงที่สุดในหัวกั๋วเลยนะ ถ้าได้แต่งกับหญิงเช่นนี้…”
“อย่าได้ฝันไปหน่อยเลย ตระกูลอวี้เป็นตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงนะ แถมพลเอกอวี้เสี่ยวหลงก็เป็นวีรสตรีในหมู่สตรีเสียด้วย จะมีใครคู่ควรกับเทพธิดาแบบนางได้?”
แต่ไม่นาน ความสนใจของทุกคนก็วกกลับมา จางเช่าเจี๋ยถือดาบขึ้นมา กระแอมเสียงหนึ่ง แล้วก็เริ่มประลองกับคุณชายที่อยู่ตรงหน้า
จางเช่าเจี๋ยมีฝีมือจริง ๆ ไม่ได้ที่สามก็ไม่ได้หรอก คุณชายที่อยู่ตรงข้ามไม่ใช่คู่ต่อสู้ในระดับเดียวกันเลย ประลองกันไม่กี่ยก ก็ถูกเขาปัดดาบในมือหลุดกระเด็น แล้วจ่อดาบเข้าใส่ลำคอ
“สมกับเป็นคุณชายจาง เก่งจริง ๆ เลยนะ ห้ากระบวนท่าก็ปัดดาบคุณชายอู๋หลุดมือแล้ว!” เฉียวชิวเมิ่งเมื่อเห็นเช่นนี้ ตาก็เปล่งประกาย
จางเช่าเจี๋ยเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วสง่างาม แหวกดาบอย่างวิจิตรเป็นธรรมชาติ ทำให้เหล่าสาวน้อยรอบข้างจำนวนไม่น้อยเกิดใจเต้นระทวยขึ้นมา
ฉีเติ่งเสียนขมวดคิ้ว เตรียมหมุนตัวเดินจากไป เขาไม่อยากพัวพันกับผู้หญิงอย่างอวี้เสี่ยวหลงอีกแล้ว
ถึงสี่ตัวที่มาหาเรื่องตายเมื่อวานจะไม่ได้เป็นอะไรมาก แต่เขาก็รังเกียจความวุ่นวายนัก