“ปล่อย ปล่อยสิ”
ลู่เฮ่อหรานทำหน้าเอือมระอา ผลักตู้เหยียนโจวออก แล้วปัดฝุ่นที่ไม่มีอยู่จริงบนไหล่
“ทำไมถึงกลับโรงเรียนก่อนกำหนดล่ะ? ไม่ประจำการอยู่ที่ดาวชายแดนให้ดีหรือไง”
ตู้เหยียนโจวปล่อยมืออย่างเป็นธรรมชาติ แต่กลับยกมือขึ้นลูบผมดำของลู่เฮ่อหรานอย่างแนบเนียน
“ได้ยินว่านายทำผลงานในโรงเรียนได้โดดเด่นจนพ่อยังชมพอดีฉันต้องมาร่วมพิธีจบการศึกษา เลยกลับโรงเรียนก่อนครึ่งเดือน”
ลู่เฮ่อหรานเบี่ยงศีรษะหลบมือเขา แล้วหัวเราะพลางจุ๊ปาก
“เพิ่งกลับจากแนวหน้า ไม่ไปรายงานตัวกับครูฝึก กลับมาดักรอฉันที่นี่เนี่ยนะ?”
“คิดถึงนายน่ะ เลยมาหา”
ตู้เหยียนโจวยิ้มอย่างไร้ที่ติ ในที่สุดสายตาก็หันไปยังเฉิงเลี่ยที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
ชั่วขณะนั้น ดวงตาสีฟ้าครามสบกับดวงตาสีเทา
เฉิงเลี่ยไร้สีหน้า แววตาเย็นเยียบราวผิวน้ำในทะเลสาบที่จับตัวเป็นน้ำแข็ง
แววประหลาดใจวูบผ่านดวงตาตู้เหยียนโจว ก่อนเขาจะพยักหน้าให้อย่างสุภาพ “ได้ยินว่าในชั้นปีหนึ่งมีราชาสายฟาดอยู่คนหนึ่ง?”
“อืม คนนี้แหละ เฉิงเลี่ย”
ลู่เฮ่อหรานวางมือข้างหนึ่งพาดพนักเก้าอี้ของเฉิงเลี่ย ท่าทางปกป้องอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว
“ตอนนี้เขาเป็นคู่หูของฉัน แล้วก็เป็นหัวหน้าทีมเราด้วย”
“งั้นหรือ?”
ตู้เหยียนโจวมองเฉิงเลี่ยอย่างพินิจพิเคราะห์
“คนที่นายถูกใจได้ ย่อมต้องมีดีไม่ธรรมดา”
“สวัสดี ฉันตู้เหยียนโจว เป็นเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กของเฮ่อหราน”
เขายื่นมือออกมา นิ้วยาวเรียว ข้อนิ้วเด่นชัด
เฉิงเลี่ยจ้องมือนั้นโดยไม่ขยับ
อากาศนิ่งค้างไปหลายวินาที
