ภายในห้องเงียบลง
ลู่เฮ่อหรานยังคงเช็ดผมอยู่ในท่าเดิม
เฉิงเลี่ยนั่งหันหลังให้เขาบนเตียง แผ่นหลังเกร็งตึงราวคันธนูที่ขึ้นสายจนสุด ปลายนิ้วที่คีบหน้ากระดาษอยู่ซีดขาวเพราะเลือดไม่ไหลเวียน
ดูเหมือนเด็กดีที่เพิ่งทำเรื่องไม่ดีมา ความรู้สึกผิดฉายชัดอยู่บนใบหน้า
สำหรับ “เบต้า” ผู้มีศักดิ์ศรีในตัวเองสูงมากคนหนึ่งแล้ว
การแอบหยิบเสื้อผ้าที่แนบชิดกายของอัลฟ่า ไม่เพียงวิปริต แต่ยังต่ำช้าถึงขีดสุด
เฉิงเลี่ยก้มหน้า ไม่กล้ามองลู่เฮ่อหราน
เขากลัวว่าลู่เฮ่อหรานจะซักถาม
ต่อให้ถามด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ ความรู้สึกปลอดภัยที่เพิ่งก่อร่างขึ้นมาเพียงน้อยนิดของเขาก็คงพังทลายลงในพริบตา
ทว่าเบื้องหลังกลับไม่มีเสียงซักถามอย่างที่คาดไว้
“จิ๊”
จู่ ๆ ลู่เฮ่อหรานก็จุ๊ปากอย่างหงุดหงิด
ไหล่ของเฉิงเลี่ยสะดุ้งเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
“ผ้าขนหนูบ้าอะไรนี่ ทำไมขนร่วง?” น้ำเสียงของลู่เฮ่อหรานฟังดูรังเกียจเต็มที
เสียงเขาสะบัดผ้าขนหนูพาดพนักเก้าอี้ดังขึ้น “ของที่ขายในซูเปอร์มาร์เก็ตโรงเรียนนี่มันของห่วยอะไร เช็ดทีไรขนติดเต็มหน้า ไม่เอาแล้ว”
เขาพูดไปพลางเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าของตัวเองอย่างไม่ใส่ใจ เปิดบานตู้ออกแล้วดึงเสื้อฮู้ดตัวหนึ่งที่เพิ่งใส่วันนี้ออกมา
“ตัวนี้คับเกิน ใส่แล้วอึดอัด ไม่อยากใส่แล้ว”
ลู่เฮ่อหรานพึมพำกับตัวเอง ก่อนโยนเสื้อฮู้ดตัวนั้นไปบนราวปลายเตียงของเฉิงเลี่ยอย่างคล่องมือ ราวกับแค่โยนขยะทิ้ง
“เฉิงเลี่ย”
