ลู่เฮ่อหรานก้มมองคนในอ้อมแขน ลูกกระเดือกขยับขึ้นลงครั้งหนึ่ง
ต้องอดกลั้น!
นี่เป็นแค่ผลข้างเคียงหลังการรักษาของเฉิงเลี่ยเท่านั้น
ภาพที่ชาติก่อนเขายืนอยู่หน้าหลุมศพของอีกฝ่าย ยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ
“บ้าเอ๊ย... เฉิงเลี่ย?”
ลู่เฮ่อหรานฝืนยิ้มอย่างเก้อเขิน พยายามพูดกลบเกลื่อน
“นี่นาย... โดนอะไรกระตุ้นมาหรือไง?”
เฉิงเลี่ยไม่พูดอะไร
เขาเพียงสูดดมกลิ่นอายบนตัวลู่เฮ่อหรานอย่างละโมบ
กลิ่นนั้นทำให้ร่างกายที่เพิ่งผ่านการรักษาของเขาเกิดความพึ่งพาอย่างผิดปกติโดยไม่รู้ตัว
ยังไม่พอ
ฟีโรโมนปลอบประโลมปริมาณน้อยนิดในห้องทดลองไม่เพียงพอเลย
เขาต้องการมากกว่านี้
“อย่าขยับ” เสียงของเฉิงเลี่ยอู้อี้ แฝงความแหบพร่าสั่นไหวอยู่เล็กน้อย “ขอกอดสักพัก”
มือลู่เฮ่อหรานชะงักค้างกลางอากาศอยู่หลายวินาที
สุดท้ายก็ได้แต่ถอนหายใจอย่างจนใจ ก่อนวางมือลงบนแผ่นหลังของเฉิงเลี่ยเบา ๆ
“ได้ ๆ ๆ กอดเลย กอดเลย”
เขาลูบแผ่นหลังเฉิงเลี่ยปลอบโยนไปพลาง ควบคุมปฏิกิริยาของร่างกายตัวเองที่กำลังพุ่งเข้าใกล้ขีดจำกัดไปพลาง
แววตาพลันมืดหม่นจนยากจะอ่านความรู้สึก
“หิวหรือเปล่า?” เขาพยายามเปลี่ยนเรื่อง เพื่อคลี่คลายบรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนที่แสนคลุมเครือนี้
“เสิ่นเจียหลี่กับคนอื่น ๆ ไปซื้ออาหารจากโรงอาหาร อีกเดี๋ยวก็เอามาให้แล้ว”
เฉิงเลี่ยส่ายหน้า หน้าผากถูไถกับแผงอกเปลือยเปล่าของลู่เฮ่อหราน
ผิวบริเวณนั้นร้อนผ่าว เสียงหัวใจเต้นหนักแน่นกระแทกโสตประสาท
ตึก ตึก ตึก
นี่คือจังหวะที่ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยที่สุดในโลก
“ลู่เฮ่อหราน”
