ตอนตีหนึ่งครึ่ง ประตูหอพักถูกผลักเปิด
ลู่เฮ่อหรานประคองเฉิงเลี่ยเดินเข้าไป ก่อนเอื้อมมือปิดประตูล็อกจากด้านใน
ตลอดทางเฉิงเลี่ยแทบไม่ได้พูดอะไร ใบหน้าซีดเผือด แม้อยู่ใต้แสงไฟสีเหลืองนวลก็ยังดูขาวซีด
เรี่ยวแรงฮึดสู้ที่เขาใช้ปั่นจักรยานมาถึง 30 กิโลเมตรเมื่อครู่ ราวกับรีดพลังทั้งหมดออกไปจนหมด
ตอนนี้ทั้งร่างกำลังสั่นน้อย ๆ
“นั่งพักก่อนนะ ฉันไปเอาน้ำอุ่นมาให้”
ลู่เฮ่อหรานกดเขาให้นั่งลงบนเก้าอี้ แล้วหันไปหยิบกาน้ำ
“อย่าไป”
เฉิงเลี่ยยื่นมือมาคว้าชายเสื้อของเขาไว้กะทันหัน
ลู่เฮ่อหรานหันกลับไป เห็นเฉิงเลี่ยขมวดคิ้ว จมูกขยับเบา ๆ พลางจ้องเสื้อคลุมของเขาด้วยสีหน้ารังเกียจ
“เป็นอะไรไป?” ลู่เฮ่อหรานก้มลงดมตัวเอง “มีกลิ่นเหรอ?”
“กลิ่นเยอะแยะไปหมด” เฉิงเลี่ยเบือนหน้า น้ำเสียงอู้อี้เจือความน้อยใจและรังเกียจ
“ทั้งน้ำหอมของคนอื่น ทั้งฟีโรโมน แล้วยังกลิ่นเหล้าปนเปไปหมด... เหม็น”
ลู่เฮ่อหรานชะงักไป
คืนนี้ในงานเลี้ยงมีคนมากมายจริง ๆ สาว ๆ พวกนั้นแทบจะเข้ามาแนบตัวเขา จะเปื้อนกลิ่นฟีโรโมนต่าง ๆ มาบ้างก็เลี่ยงไม่ได้
แต่เขาไม่คิดว่าเฉิงเลี่ยจะมีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้
“ได้ ๆ ฉันถอด เดี๋ยวนี้เลย”
ลู่เฮ่อหรานไม่พูดพร่ำทำเพลง
ถอดสูทสั่งตัดตัวนั้นที่มีราคาถึงหกหลักออกอย่างรวดเร็ว
ขยำเป็นก้อน
จากนั้นก็ถอดเสื้อเชิ้ตที่แนบอยู่กับตัวออกด้วย
ท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแน่นกระชับ
เขาคุ้ยหยิบถุงซีลหนาพิเศษจากในตู้ ยัดเสื้อผ้าทั้งหมดลงไป แล้วรูดปิดปากถุงจนสนิท
