ลู่เฮ่อหรานตื่นแล้ว
เขาตื่นตั้งแต่วินาทีแรกที่เฉิงเลี่ยก้าวเท้าเปล่าลงจากเตียง
เสียงนั้นแผ่วเบาจนแทบไม่อาจได้ยิน ราวกับขนนกปัดผ่านพื้น
แต่การฝึกต่อสู้ที่สั่งสมมานานหลายปีขัดเกลาความระแวดระวังของเขาจนคมกริบราวกับดาบที่ชักออกจากฝัก แม้เพียงเสียงลมไหวใบไม้สั่นก็เพียงพอจะปลุกเขาให้ตื่น
เขายังคงหายใจสม่ำเสมอ ไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ท่ามกลางความมืด เขารับรู้เส้นทางการเคลื่อนไหวของร่างนั้นได้อย่างชัดเจน
อีกฝ่ายค่อย ๆ เข้ามาใกล้ไร้สุ้มเสียง แล้วหยุดอยู่ข้างเตียงของเขา
จากนั้น ลมหายใจเย็นเยียบสายหนึ่งก็แผ่วลงบนลำคอของเขาอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังหยั่งเชิง
ลูกกระเดือกของลู่เฮ่อหรานขยับเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น
หัวใจในอกเต้นระรัวผิดจังหวะ กระแทกซี่โครงดังสะท้อนอื้ออึงและหนักหน่วง
เฉิงเลี่ยคิดจะทำอะไร?
ความคิดนั้นแล่นปราดไปทั่วร่างราวกระแสไฟฟ้า กล้ามเนื้อทุกมัดพลันเกร็งแน่น
จากนั้นกลิ่นกล้วยไม้จางบางและบริสุทธิ์ก็เริ่มแผ่ซ่านเข้ามาอย่างระมัดระวัง
นั่นคือฟีโรโมนของเฉิงเลี่ย
อ่อนจาง เย็นเยียบ
เจ้าตัวกำลังใช้ฟีโรโมนระดับต่ำอันน้อยนิดอย่างเก้ ๆ กัง ๆ แต่ดื้อดึง เพื่อกลบกลิ่นของเขา พันเกี่ยวเขา และทำเครื่องหมายแสดงความเป็นเจ้าของ
ราวกับกำลังใช้พู่กันที่เล็กที่สุดกับสีที่จางที่สุด วาดร่องรอยของตนลงบนกระดาษที่ถูกแต่งแต้มด้วยหมึกเข้มข้นไปแล้วอย่างดื้อรั้น
ลู่เฮ่อหรานหลับตาแน่นในความมืด ตั้งใจรับรู้ถึงคนข้างกาย
แสงจันทร์ซีดขาววาดเค้าโครงด้านข้างของเฉิงเลี่ย
