มาขออะไรแบบนี้ตอนนี้ ไม่กลัวถูกมองว่าเป็นพวกเดียวกัน แล้วถูกพาไปสถานีตำรวจสอบสวนหรือไง?
“พวกคุณรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร?”
แววตาผู้จัดการอาวุโสพลันเคร่งขรึมขึ้น ในดวงตาฉายแววระแวดระวัง เขากวาดตามองทั้งสองคนอย่างเฉียบคม ก่อนจะมองไปยังคนขับรถที่ถูกพนักงานห้างสรรพสินค้าควบคุมตัวไว้ “พวกคุณเป็นพวกเดียวกันหรือ?”
เป็นอย่างที่คิด ถูกสงสัยเข้าแล้ว
“ไม่ใช่ค่ะ พวกเราไม่รู้จักเขา”
หลี่ชิงเหอตอบอย่างจริงใจ ผู้จัดการอาวุโสเบนสายตาจากเธอไปมองหลี่เซียงซิ่ว
หลี่เซียงซิ่วเจ็บจนหน้าซีดเผือด เหงื่อท่วมศีรษะ พอถูกผู้จัดการอาวุโสมองด้วยสายตากดดันเช่นนั้น ก็ทั้งมึนงง หวาดกลัว และรู้สึกน้อยใจ “ใครเป็นพวกเดียวกับเขากัน? เขาเกือบชนฉันตาย ฉันไม่ได้บ้าสักหน่อย…”
สีหน้าของทั้งสองคนดูไม่เหมือนเสแสร้ง ผู้จัดการอาวุโสจึงคลายสีหน้าลงเล็กน้อย แล้วส่งสัญญาณให้พนักงาน มีคนรีบวิ่งกลับไปโทรศัพท์เรียกคนมาทันที
ไม่นานนัก ก็มีคนหลายคนปั่นจักรยานคานสูงมาถึง พี่สาวร่างกำยำคนหนึ่งช่วยอุ้มหลี่เซียงซิ่วขึ้นนั่งเบาะหลัง ส่วนหลี่ชิงเหอขึ้นรถจักรยานอีกคัน
หลี่เซียงซิ่วไม่ยอมไป เอาแต่จ้องผู้จัดการตาละห้อย อยากให้เขายืนยันให้แน่ชัด “งานประจำของฉัน…”
ผู้จัดการอาวุโสกวาดตามองฝูงชนที่มุงดู ก่อนขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขาตอบว่า “ถ้าทางตำรวจยืนยันว่าเหตุรถชนครั้งนี้เป็นอุบัติเหตุจริง ฉันจะเกษียณก่อนกำหนด แล้วยกโควตางานของฉันให้เธอ เพื่อเป็นการตอบแทนที่เธอช่วยชีวิตหลานสาวฉันไว้”
รอบข้างพลันฮือฮา
หลายคนอิจฉาจนตาแดง “รู้อย่างนี้เมื่อกี้ฉันก็วิ่งเข้าไปช่วยแล้ว…”
“นั่นสิ! ฉันตกใจจนขาแข็งไปหมด ขยับไม่ได้เลย น่าเสียดายโอกาสดี ๆ แบบนี้จริง ๆ”
“งานประจำในห้างสรรพสินค้าเชียวนะ ทั้งสบายทั้งมีหน้ามีตา!”
