เหลียวหมิงเลี่ยงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงกับอึ้งไป
เขาไม่รู้จักฮั่วเฉินโจว แต่รู้จักถังเหวินหลง
ต่อให้เหลียวหมิงฮุยพี่ชายเขา ก็เป็นแค่คนที่มีอิทธิพลอยู่บ้างในเจียงตู แต่ต่อหน้าถังเหวินหลง ก็เป็นได้แค่ลูกน้องเล็ก ๆ เท่านั้น!
แต่ตอนนี้ตำแหน่งของถังเหวินหลง ยังห่างจากฮั่วเฉินโจวอีกแถวหนึ่ง เห็นได้ว่าฐานะของฮั่วเฉินโจวสูงส่งเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้นเขามาจากนครหลวง!
คนใหญ่คนโตในนครหลวงแบบนี้ กลับกลายเป็นศิษย์พี่ของชายหนุ่มที่เพิ่งพ้นโทษออกจากคุกไป๋ซาน?
หมอนี่มันเป็นใครกันแน่?
แต่ที่ชัดเจนคือ เมื่อกี้พี่ชายพูดในโทรศัพท์ว่าผู้ใหญ่ที่จะมารับ ก็คือคนนี้แหละ!
นึกถึงท่าทีและน้ำเสียงที่พวกตนสามคนมีต่ออีกฝ่ายเมื่อครู่ เหงื่อเย็นก็ผุดพรายบนหน้าผากเหลียวหมิงเลี่ยง แทบอยากตัดลิ้นตัวเองทิ้ง ยืนตัวสั่นอยู่ข้าง ๆ ไม่กล้าส่งเสียง
ฉู่หลิงเซียวมองชายชราตรงหน้า พยักหน้ากล่าวว่า “ศิษย์พี่ฮั่ว ท่านอาจารย์เคยเอ่ยถึงท่าน! ขอบคุณที่เดินทางมาจากนครหลวงเพื่อมารับข้าออกจากคุก!”
ฮั่วเฉินโจวกล่าวเรียบ ๆ ว่า “อาจารย์มีคำสั่ง ศิษย์ย่อมต้องปฏิบัติตาม!”
ฉู่หลิงเซียวขมวดคิ้ว
คำพูดนี้ความหมายชัดเจน ที่มารับเจ้าเพราะได้รับคำสั่งจากอาจารย์ หาใช่เพราะสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งของศิษย์พี่น้อง!
อันที่จริงฉู่หลิงเซียวก็เข้าใจดี ไม่มีใครรู้ว่าตาเฒ่าตาบอดมีชีวิตมานานแค่ไหน รับศิษย์มากี่คนเกรงว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็จำไม่ได้
ทว่าสิ่งเดียวที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัว แหวนหยกม่วง กลับมอบให้กับเขาผู้เป็นศิษย์ปิดสำนักอย่างแท้จริง นั่นทำให้บรรดาศิษย์พี่น้องรู้สึกไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง!
เห็นสีหน้าฉู่หลิงเซียว ฮั่วเฉินโจวก็พูดเปิดอกเลย!
“ฉู่หลิงเซียว ครึ่งปีก่อนอาจารย์โทรหาข้า ให้ข้ามารับเจ้าวันนี้ ตอนนี้ข้าก็มาแล้ว! อีกสักครู่จะจัดงานเลี้ยงต้อนรับให้ เมื่อเสร็จแล้วข้าจะกลับนครหลวง แต่ข้าขอพูดเรื่องไม่งามไว้ก่อน!”
เขามองแหวนหยกม่วงบนนิ้วโป้งของฉู่หลิงเซียว สูดหายใจลึกแล้วกล่าวว่า “อาจารย์มอบของประจำตัวให้เจ้าแล้ว จะรักษาไว้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าล้วน ๆ! ข้าให้เวลาเจ้าสามปี ใช้ฝีมือประกาศนามในยุทธภพ! หากทำไม่ได้ เจ้าก็ไม่คู่ควรครอบครองของชิ้นนี้ หลังจากนั้นข้าจะเก็บรักษาไว้แทนอาจารย์!”
เห็นฉู่หลิงเซียวนิ่งเงียบไม่ส่งเสียง คิดว่ากลัวแล้ว จึงกล่าวเย็นชาว่า “ถึงข้าไม่ลงมือ ศิษย์พี่น้องคนอื่นก็ต้องลงมือแย่ง! ศิษย์ของอาจารย์ จะเป็นไอ้ขี้แพ้ที่ทำอะไรไม่สำเร็จสักอย่างไม่ได้!”
ฉู่หลิงเซียวยิ้ม การพูดเปิดอกแบบนี้กลับรู้สึกโล่งใจ!
เขาใช้มือขวาหมุนแหวนหยกม่วงเบา ๆ กล่าวกับฮั่วเฉินโจวว่า “ออกมาแล้ว ข้าแค่ต้องการแก้แค้น เรื่องอะไรครองยุทธภพเป็นใหญ่ ข้าไม่สนใจ! แต่ใครอยากแย่งแหวนวงนี้ เชิญเข้ามาเลย! ของที่ตาเฒ่าตาบอดไม่ให้ข้า ข้าไม่ใยดี แต่เมื่อให้ข้าแล้ว ใครก็แย่งไปไม่ได้! รวมถึงท่านด้วย!”
“พูดจาแบบนี้ได้ยังไง!” หญิงสาวชุดดำข้างกายฮั่วเฉินโจวขมวดคิ้วเข้ม ด่าฉู่หลิงเซียวว่า “เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร? รู้ไหมว่าปู่ของข้าเป็นใคร? แล้วใครให้ความกล้าเจ้าถึงกล้าใช้น้ำเสียงแบบนี้พูดกับปู่ข้า?”
นางเฝ้าสังเกตฉู่หลิงเซียวมาตลอด รู้สึกว่าเขาเป็นแค่ชายหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง หน้าตาไม่ถึงขั้นขี้เหร่ แต่ก็ไม่ได้หล่อเหลาอะไร
ไม่เข้าใจว่าเหตุใดปู่ที่แม้แต่ในนครหลวง กระทั่งครึ่งหนึ่งของแผ่นดินฮว่าเซี่ยยังเรียกฝนเรียกฟ้าได้ ต้องมาไกลถึงเจียงตู ลำบากตรากตรำ ด้วยตนเอง เพื่อให้เกียรติเด็กหนุ่มนี่ถึงเพียงนี้!
ที่สำคัญคือเด็กนี่ยังทำท่าทางยโส ไม่เห็นแก่บุญคุณสักนิด กมลสันดานถูกสุนัขแดกหรืออย่างไร?
ฉู่หลิงเซียวกล่าวด้วยสีหน้าสงบว่า “ข้าแค่พูดความจริงเท่านั้น! ยังไงก็ขอบคุณท่านผู้เฒ่าฮั่วที่ให้เกียรติ งานเลี้ยงต้อนรับไม่ต้องแล้ว ข้าเพิ่งออกมา ยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก ไม่มีเวลาหรืออารมณ์ไปร่วม เชิญทุกท่านกลับเถิด!”
“เจ้านี่ช่างไม่รู้จักบุญคุณเสียเลย!” หญิงสาวชุดดำโมโหหนัก กำลังจะด่าต่อ แต่ฮั่วเฉินโจวกล่าวเสียงเข้มว่า “ชิงถง!”
เขากลับไม่รู้สึกรังเกียจความหยิ่งผยองของฉู่หลิงเซียว หากศิษย์ปิดสำนักของอาจารย์ไม่มีความทะเยอทะยานแบบนี้สักนิด นั่นแหละน่าผิดหวัง!
ฮั่วชิงถงฮึมฮัมอย่างหัวเสีย แล้วหุบปาก
ฮั่วเฉินโจวปรายตามองฉู่หลิงเซียวแวบหนึ่ง กล่าวว่า “หลังจากที่อาจารย์โทรหาข้า ข้าได้สืบเรื่องของเจ้ามา! สำหรับตระกูลเจียง เจ้าคิดจะจัดการอย่างไร? เมื่อเห็นแก่หน้าอาจารย์ ข้าอาจให้เบอร์โทรศัพท์เจ้าไว้สักสองสามเบอร์…”
“ไม่ต้อง!” ฉู่หลิงเซียวขัดจังหวะอย่างไม่ลังเล “แค้นของข้า ข้าจัดการเอง ไม่ต้องให้ใครมายุ่ง!”
ฮั่วชิงถงข้าง ๆ กลอกตาใส่เขา พลางหัวเราะเย็น “ใครมันจะอยากยุ่งด้วยล่ะ!”
ฮั่วเฉินโจวพยักหน้ากล่าว “เช่นนั้นก็ดี ข้าจะกลับนครหลวงเดี๋ยวนี้ เจ้าดูแลตัวเองด้วย!”
ฉู่หลิงเซียวประสานมือคารวะ “ไม่ส่งนะ!”
ฮั่วเฉินโจวหันหลังเดินจากไป ทว่าพอเพิ่งก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ร่างกายก็เอนไปทางขวา โชคดีที่ฮั่วชิงถงอยู่ข้าง ๆ รีบประคองไว้ทัน พลางร้องอุทาน “ท่านปู่!”
“ไม่เป็นไร!” ฮั่วเฉินโจวโบกมือให้นาง แล้วถูกประคองเดินไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง
ฉู่หลิงเซียวมองขาขวาของเขาจากด้านหลัง พลางขมวดคิ้วพูดว่า “เดี๋ยวก่อน!”
เมื่อฮั่วเฉินโจวหยุดเดิน ฉู่หลิงเซียวก็เดินไปถึงข้างกายเขาแล้ว ก้มมองขาขวาพลางพูดว่า “ขาท่านเคยบาดเจ็บ? ถลกขากางเกงขึ้นให้ข้าดูหน่อย!”
“เจ้าทำอะไรน่ะ!” ฮั่วชิงถงตวาดเขาอย่างหงุดหงิด “บาดเจ็บหรือไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเจ้า? ไอ้นักโทษคดีอาญาที่เพิ่งออกจากคุกอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร?”
ฉู่หลิงเซียวไม่สนใจนางเลย ย่อตัวลง ดึงขากางเกงของฮั่วเฉินโจวขึ้นโดยไม่ฟังคำทัดทาน!
ขาขวาข้างนี้ตั้งแต่โคนขาจนถึงข้อเท้ามีเส้นเลือดเขียวปูดโปน ซูบผอมน่ากลัวมาก!
ฮั่วชิงถงโกรธจัด ด่าฉู่หลิงเซียวว่า “เจ้าบ้าไปแล้ว! ใครอนุญาตให้เจ้าแตะตัวปู่ข้า? ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”
คนรอบข้างก็กรูกันเข้ามาล้อมทันที พร้อมจะเข้ารุม!
“ชิงถง หยุดนะ!” ฮั่วเฉินโจวตวาดลั่น ห้ามหลานสาวที่กำลังจะลงมือ โบกมือให้คนรอบข้างถอยไป หันไปถามฉู่หลิงเซียว “เจ้ารู้หรือ ว่าข้าเป็นอะไร?”
ฉู่หลิงเซียวเบ้ปากกล่าว “ก็แค่แรงลมปราณแฝงค้างอยู่เท่านั้น!”
เขาวางมือทั้งสองลงบนต้นขาของฮั่วเฉินโจว หนีบกระดูกต้นขาแล้วรูดลง จากนั้นมือทั้งสองก็เคลื่อนไหวรวดเร็วกดลงบนขาฮั่วเฉินโจวหลายจุด!
“เจ้า…” ฮั่วชิงถงเป็นห่วงปู่ อยากให้ฉู่หลิงเซียวหยุด แต่ยังพูดไม่ทันจบ ก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า เส้นเลือดเขียวบนขาขวาของปู่ที่เคยปูดโปนน่ากลัว ตอนนี้กลับยุบลงจนหมด ขาขวาทั้งข้างกลับมาเป็นปกติ!
สีหน้าของฮั่วเฉินโจวก็เต็มไปด้วยความตื่นตะลึง มองฉู่หลิงเซียวอย่างตื่นเต้นกล่าวว่า “เจ้านึกไม่ถึงเลยว่าจะฝึก ‘วิชาดันวังควบคุมชีพจร’ ของอาจารย์สำเร็จ! ข้าฝึกมาสามสิบปียังไม่สำเร็จ เจ้าอายุยังน้อยกลับใช้ได้ชำนาญถึงเพียงนี้! ไม่แปลกที่เจ้าเป็นศิษย์ปิดสำนักของอาจารย์!”
ตอนนี้ที่เขามองฉู่หลิงเซียว ไม่มีความดูแคลนเหมือนเมื่อครู่ มีแต่ความตื่นเต้นและซาบซึ้ง
ฉู่หลิงเซียวลุกขึ้นโบกมือกล่าว “ท่านอุตส่าห์เดินทางไกลมารับข้าออกจากคุก ข้าช่วยขจัดแรงลมปราณแฝงในร่างให้ท่าน ก็สมควรแล้ว ต่างคนไม่ติดค้างกัน! กลับไปแล้วนวดขาขวาด้วยตัวเองสักสิบห้าวัน ค่อย ๆ ฟื้นฟู อาการบาดเจ็บนี้ก็จะหายขาด!”
ฮั่วเฉินโจวพยักหน้า ไม่เสแสร้งเกรงใจ ประสานมือกล่าว “น้องเล็ก ข้าจะรอฟังข่าวดีของเจ้าที่นครหลวง! เราคงได้พบกันอีกในภายหน้าอย่างแน่นอน!”
ฉู่หลิงเซียวยิ้มจาง ๆ ไม่รับปาก
ผู้คนต่างขึ้นรถของตน แล้วหายลับไปอย่างรวดเร็ว
กระทั่งเหลียวหมิงเลี่ยงก็ยังต้องรีบประคองลูกน้องบาดเจ็บสองคนขึ้นรถตามคำเร่งเร้าของพี่ชาย ไม่ต้องพูดถึงมาราวี ต่อให้คำพูดไร้สาระสักคำก็ไม่กล้าพูด รีบหนีไปแทบไม่ทัน
ภายในรถยนต์โรลส์-รอยซ์ ฮั่วชิงถงเหลือบมองฉู่หลิงเซียวที่ยืนอยู่ที่เดิม เบ้ปากทำหน้าดูแคลนยิ่ง “ยโสไปได้! ก็แค่นักโทษที่เพิ่งออกจากคุก รู้จักแต่นวดบำบัด!”
ฮั่วเฉินโจวหน้านิ่ง มองนางพลางกล่าวว่า “ชิงถง กลับไปแล้วข้าจะย้ายเจ้ามาเจียงตู ข้าไม่สนว่าเจ้าจะใช้วิธีอะไร แต่ภายในหนึ่งปีนี้ เจ้าต้องเป็นหญิงของฉู่หลิงเซียว!”