“ขอโทษนะ” หลินอวี่เวยพูดเสียงเบา
“ไม่เป็นไร” ซูมู่ตอบ “ไม่มีห่วงให้กังวล กลับทำให้ใช้ชีวิตในโลกนี้ได้อย่างอิสระกว่าเดิม ไม่ต้องแบ่งใจไปห่วงว่าพวกเขาจะอยู่กันดีไหม และไม่ต้องบีบคั้นตัวเองเพื่อตามหาพวกเขา”
หลินอวี่เวยไม่พูดอะไร
เธอมองใบหน้าด้านข้างของซูมู่ที่ซ่อนอยู่ในความสลัว จู่ ๆ ในใจก็เกิดความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย
ทั้งที่คนคนนี้แข็งแกร่งจนน่าเหลือเชื่อ แต่ในบางช่วงเวลากลับดูโดดเดี่ยวเป็นพิเศษ
“นอนเถอะ” ซูมู่บอก
“อืม”
ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรอีก
เสียงโจมตีจากด้านนอกยังดังมาเป็นครั้งคราว กระทบผนังด้านนอกของกระเช้า คล้ายเม็ดฝนตกลงบนแผ่นเหล็ก แผ่วเบาจนแทบกลายเป็นเสียงพื้นหลัง
หลินอวี่เวยหลับตาลง ลมหายใจค่อย ๆ สม่ำเสมอ
เตียงน้ำขยับขึ้นลงเบา ๆ ตามการเคลื่อนไหวของเธอ บางครั้งมีเสียงน้ำดังแผ่ว ๆ จนแทบไม่ได้ยิน
เธอไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนอีกแล้ว
ความง่วงถาโถมเข้ามาราวกับคลื่น ในช่วงที่สติเริ่มพร่าเลือน เธอเหมือนได้กลิ่นจาง ๆ สายหนึ่ง
กลิ่นนั้นไม่เข้มข้น แต่คล้ายซึมออกมาจากส่วนลึกของเตียงน้ำ จากอากาศในกระเช้า จากที่ไหนสักแห่งใกล้ตัว พร้อมอุณหภูมิประหลาดที่ทำให้รู้สึกอุ่นใจ
ทั้งที่ยังสะลึมสะลือ เธอก็ขยับเข้าไปใกล้ทิศทางนั้นโดยไม่รู้ตัว
อุ่นจัง
เหมือนถุงน้ำร้อนที่เคยวางไว้ใต้ผ้าห่มในฤดูหนาวตอนเด็ก ๆ หรือเหมือนความร้อนที่แผ่ผ่านผิวหนังยามแนบชิดใครสักคน
