นางเจิ้งหันกลับไปมอง
เป็นอาซีที่แต่งองค์ทรงเครื่องแล้ว สวมอาภรณ์สีแดงชาด ร่างระหงดุจหยกงาม ท่วงท่าสง่าผ่าเผย ก้าวเข้ามาในโถง
วินาทีที่ฉินเจาซีเหยียบย่างเข้าไปในโถง
ความมืดมัวทั้งโถงก็พลันสลายไป ดุจแสงสว่างหนึ่งส่องสว่างทั่วทั้งห้อง สายตาทุกคู่ล้วนถูกนางดึงดูดไปโดยไม่รู้ตัว
ในแววตาล้วนมีความตะลึงงัน ปนประหลาดใจ และแฝงความฉงน
ในใจของทุกคนล้วนลอยคำถามเดียวกันขึ้นมา
คุณหนูผู้นี้เป็นบุตรีตระกูลใด?
ไท่ฮูหยินหรงในโถงก็กำลังกริ้วโกรธกับคำพูดน่าฟังนั่นอยู่ แต่เมื่อเห็นฉินเจาซีก็อดชะงักไปมิได้
คุณหนูผู้นี้เป็นผู้ใด?
ขณะทุกคนกำลังพากันฉงน ก็พลันได้ยินเสียงไท่ฮูหยินฉินทุบโต๊ะด้วยโทสะดังขึ้น
“ลูกอกตัญญู! เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด! ต่อหน้าแขกผู้มีเกียรติมากมาย จะยอมให้เจ้าบังอาจล่วงเกินเช่นนี้ได้อย่างไร”
ทุกคนจึงได้สติกลับคืน มองฉินเจาซีด้วยความไม่เชื่อสายตา
นี่คือคุณหนูรองฉินที่กลับมาจากชนบทหรือ?
นางมีรูปโฉมเช่นนี้หรือ?
สายตาของทุกคนทอดผ่านใบหน้างดงามดุจหยกเนื้อดีของฉินเจาซี ลงมายังอาภรณ์สีแดงของนาง
นี่คือแพรอะไร? ช่างบางเบางดงามเช่นนี้ บนนั้นยังมีประกายแสงเรืองรองไหลเวียน
บรรดาคุณชายคุณหนูที่ตามมาด้านนอกก็พากันตะลึงงัน
นางคือคุณหนูรองฉิน ฉินเจาซีหรือ?
เป็นไปได้อย่างไร!
แล้ววาจาไฉนจึงเฉียบคมอาบยาพิษถึงเพียงนี้?
“ท่านย่า” ฉินเจาซีก้าวไปตรงหน้าไท่ฮูหยินฉิน สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
“ข้าเพิ่งมาอวยพรวันเกิดให้ท่าน เหตุใดท่านจึงดุข้าเล่า อีกประการหนึ่งท่านย่าก็ไม่ยอมจัดการ นี่เป็นงานเลี้ยงวันเกิดของท่านแท้ๆ ยังมีคนพ่นแต่ของสกปรกใส่ร้ายหลานสาวของท่าน
