สกุลเยี่ยน
ยามเยี่ยนซวีกลับถึงจวนในตอนค่ำ สีหน้าก็หม่นคล้ำ ความหม่นหมองนี้ยังคงอยู่จนถึงเวลาร่วมรับประทานอาหารค่ำกับคนในครอบครัว
คนสกุลเยี่ยนเห็นเข้าก็รู้ว่า ปกติท่านพ่อมีสีหน้าเช่นนี้ย่อมเป็นเพราะพบคดีใหญ่ที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
“ท่านพ่อ วันนี้ที่ศาลากลางมีคดีใหญ่เกิดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
เยี่ยนจือเห็นบิดามีท่าทีใจลอย จึงอดถามขึ้นมาไม่ได้
คดีนี้ไม่เพียงเป็นคดีใหญ่เท่านั้น เกรงว่ายังทำให้บิดารู้สึกหนักใจด้วย
เยี่ยนซวีถอนหายใจ แล้วเล่าเรื่องคดีที่เกิดขึ้นในศาลากลางวันนี้ให้คนในครอบครัวฟัง
เมื่อเล่าถึงตอนท้าย เสียงของเขาก็เจือความสะอื้นอยู่หลายส่วน
“โครงกระดูกเหล่านั้น ชิ้นที่เล็กที่สุดมีอายุเพียงห้าหกขวบ บนกระดูกขาวล้วนมีร่องรอยถูกมีดและขวานฟัน กะโหลกศีรษะก็ถูกทุบจนแตก
ทว่าข้าเป็นถึงผู้ว่าการศาลาว่าการจิงเจ้า ทั้งรู้อยู่แก่ใจว่าพวกเขาคือฆาตกร แต่กลับไม่มีหนทางแม้แต่น้อย
ได้แต่มองดูพวกเขาจากไปต่อหน้าต่อตา ต่อไปพวกเขาก็ยังคงลอยนวลอยู่นอกกฎหมาย และมีโอกาสสูงที่จะก่อคดีขึ้นอีก”
“เถาเจิ้งแห่งจวนหย่งชางป๋อหรือเจ้าคะ?” เยี่ยนจือพึมพำ “อาซีพูดถูกแล้ว”
“จือเจี่ยเอ๋อร์ เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” เยี่ยนซวีถาม
เยี่ยนจือกลืนน้ำลาย แล้วเล่าให้คนในครอบครัวฟัง
“หลายวันก่อน ข้าพาอาซีกับคนอื่น ๆ ไปเที่ยวชานเมือง อาซีมีเรื่องขัดแย้งกับเถาเจิ้ง จึงลงมือตีเขายกหนึ่ง
ปกติอาซีไม่เคยโกรธถึงเพียงนี้เพราะคำด่าคำเดียว
หลังจากนั้นพวกเราเคยถามอาซีว่าเหตุใดจึงเกลียดชังเถาเจิ้ง อาซีบอกว่าเขามีคดีฆาตกรรมติดตัว ทั้งยังพัวพันคนมากมาย
ดังนั้นนี่มิใช่การมาเข้าฝันแน่ ต้องเป็นอาซีมองเห็นเหตุและผล จึงไปหาท่านเจ้าเมืองเซียว ส่วนที่ท่านเจ้าเมืองเซียวมาร้องทุกข์ที่ศาลากลาง ก็ใช่ว่าต้องการให้พวกเขาถูกลงโทษตามกฎหมายจริง ๆ
แต่ต้องการบอกให้ทุกคนรู้ว่าพวกเขาก่อกรรมชั่วอะไรไว้ ให้ทุกคนเป็นพยานว่าอีกไม่นานพวกเขาจะต้องเผชิญกับผลกรรม ถูกวิญญาณผู้ตายอย่างไม่เป็นธรรมตามทวงชีวิตต่างหาก”
โถงพลันเงียบกริบ
เยี่ยนซวีถามขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว “แต่พวกเขาไม่ได้กล่าวคำสาบาน แล้ววิญญาณผู้ตายอย่างไม่เป็นธรรมเหล่านั้นยังจะตามไปแก้แค้นได้หรือ?”
