เป็นไปดังคาดหมายของนางเจิ้ง ในมื้ออาหารเย็น
ฉินหยวนโจวกลับมาทางเรือนหลังใหญ่ สีหน้าดำดั่งถ่านหิน
มารดาร่ำไห้อบรมเขาครั้งหนึ่ง บอกว่าไอ้ลูกอกตัญญูนั่น เหตุใดจึงต้องก่อเรื่องในงานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของนาง ไม่เพียงด่าทอนางกับไท่ฮูหยินหรง ยังไม่ยอมเลิกรา ต้องเปิดโปงเรื่องใต้เท้าเฉินในงานเลี้ยงอีก
พี่ชายพี่สะใภ้ก็โทษว่าไอ้ลูกอกตัญญูของเขาช่างใจดำนัก ทำร้ายกระทั่งสายเลือดญาติสนิทเช่นนี้ได้
บิดายังบอกว่าสกุลเจิ้งเกินไปนัก มีสกุลฉินเป็นญาติเกี่ยวดองเช่นนี้ยังไม่รู้จักรักษา กลับบังอาจมาดูหมิ่นเหยียดหยามกันถึงเพียงนี้ในงานเลี้ยงวันเกิดของท่านโหวฮูหยิน
เขาเก็บกดไว้เต็มอก
จนถึงยามอาหารเย็น จึงกลับมาจากเรือนหลังใหญ่
เดิมคิดว่าอีกไม่นานใช้มื้อค่ำแล้ว เขาจะต้องอบรมสั่งสอนนางเจิ้งสักหน่อย
และต้องถามท่านน้าว่าแท้จริงแล้วคิดจะทำอะไร เหตุใดบังอาจมาดูหมิ่นมารดาของเขาเช่นนี้
ฉินหยวนโจวมาถึงเรือนโถงก็พบว่าในนั้นมีเพียงอนุหวงกับเหยียนเกอเอ๋อ
“แล้วฮูหยินเล่า”
น้ำเสียงเขาแย่นัก
อนุหวงเบะปาก “ก็ไปทางเรือนของคุณหนูรองเพื่อใช้มื้อค่ำน่ะสิ”
“ใครอนุญาตให้นางไป” ฉินหยวนโจวตวาด “พวกนางรู้จักศักดิ์ศรีระเบียบแบบแผนบ้างหรือไม่ ที่ไหนมารดาต้องไปกินข้าวถึงเรือนบุตรสาว ผิดธรรมเนียมสิ้นดี”
อนุหวงประจบว่า “ท่านโหวพูดถูกต้อง ท่านโหวอย่าได้กริ้วเลย ให้บ่าวไปตามฮูหยินกลับมาไหม”
ฉินหยวนโจวจะกล้าหรือไม่
เขาย่อมไม่กล้า เกรงว่าจะเรียกไอ้ลูกอกตัญญูนั่นมาด้วย
อสูรดุร้ายเช่นนั้นยังปราบได้ แถมยังกล้าให้อสูรดุร้ายทำร้ายหลานแท้ ๆ เกิดทำร้ายเขาขึ้นมาด้วยเล่าจะทำอย่างไร
ฉินหยวนโจวนั่งแน่นิ่ง ใจเต็มไปด้วยความอัดอั้น
