หลิวซื่อ ท่านเจ้าเมืองเซียว และหลางจงเมิ่งทั้งสามคนจ้องมองยันต์ในมือของฉินเจาซีเขม็ง
ราวกับอีกไม่นานอาอวี้และเซียงเหนียงของพวกตนจะปรากฏกายออกมา ณ ที่แห่งนี้
ครู่หนึ่งต่อมา คนทั้งสามก็ยังคงมองไม่เห็นสิ่งใด ทว่ากลับรู้สึกได้ว่าอุณหภูมิภายในเรือนลดวูบลง สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่าน
ขนทั่วกายของทั้งสามลุกชัน
พวกเขาสัมผัสได้ว่ามีบางสิ่งเพิ่มเข้ามาในเรือน ทว่าด้วยเป็นเพียงดวงตาธรรมดา จึงไม่อาจมองเห็นสิ่งใดเลย
น้ำตาของหลิวซื่อไหลอาบแก้ม นางอยากเอ่ยปาก แต่ก็เกรงจะรบกวนคุณหนูรองฉิน จึงได้แต่มองนางด้วยดวงตาอันชุ่มน้ำตา
ภาพเบื้องหน้าของฉินเจาซีค่อย ๆ แปรเปลี่ยน
ร่างพร่าเลือนร่างหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏชัดขึ้นกลางเรือน เป็นชุดแดงทั้งร่าง ซึ่งเกือบจะกลายเป็นวิญญาณอาฆาตไปแล้ว นั่นคือเมิ่งไฉเซียง
เรือนผมสยายดกดำ ดวงตาถลนแดงก่ำดั่งโลหิต ร่างกายปกคลุมด้วยไอหยินและไอแค้นอันหนาทึบ
สีหน้าของฉินเจาซีเครียดขรึมลงทันที
ย่อมต้องเกิดเรื่องขึ้นแล้วเป็นแน่
วิญญาณธรรมดาจะกลายเป็นวิญญาณอาฆาตได้นั้นยากยิ่งนัก
แม้ก่อนตายจะถูกทรมานสังหารเช่นนี้ หลังตายไปแล้วก็เพียงทำตามสัญชาตญาณติดตามฆาตกรเพื่อแก้แค้น
ทว่าวิญญาณไร้ซึ่งพลังปราณ นอกจากจะติดตามฆาตกรแล้ว หาได้สามารถทำร้ายฝ่ายตรงข้ามได้แม้แต่เสี้ยวเดียว
การจะกลายเป็นวิญญาณอาฆาตได้ ต้องอาศัยปัจจัยสองประการ
หนึ่ง คือต้องอยู่ในที่ซึ่งมีไอหยินหนาแน่น ได้รับการหล่อเลี้ยงจากชีพจรปฐพี
สอง คือถูกกักขังในค่ายกลผนึกวิญญาณ แล้วเขมือบวิญญาณอื่นเพื่อเสริมสร้างตนเอง
สองสิ่งนี้แตกต่างกันอย่างมาก อย่างแรกคือการบ่มเพาะเป็นวิญญาณอาฆาตตามธรรมชาติในไอหยิน โดยยังคงสติสัมปชัญญะก่อนตาย หรืออาจค่อย ๆ กลายเป็นเซียนวิญญาณ
แต่แบบหลังคือการถูกค่ายกลกักขัง ค่อย ๆ หลงลืมตนเองขณะเขมือบกันและกัน สุดท้ายกระทั่งตนเองเป็นใครก็ยังจดจำไม่ได้ กลายเป็นเพียงหุ่นเชิดที่ถูกควบคุม
