ภายในห้องนอน
ฉินอวี่หรี่ตามองเหล่าซานกับพวกตรงหน้า ตอบสั้น ๆ ชัดถ้อยชัดคำว่า "ที่พูดมาน่ะฉันเข้าใจ แต่ไม่ใช่งานของฉัน ฉันทำไม่ได้หรอก"
"มีอะไร เผอิญที่กรมมีญาติเป็นข้าราชการใหญ่รึไง?" เหล่าซานยิ้มเหี้ยม เอื้อมมือไปกระชากคอเสื้อฉินอวี่ "พึ่งกูมาหมาด ๆ ก็จะงัดข้อเลยนะ มึงแน่รึ?"
"อย่ามาแตะตัวฉัน"
"เหอะ ๆ มึงเป็นกระบองเพชรรึไง? กูแตะแล้ว จะทำไม?" เหล่าซานรูปร่างล่ำสันไม่แพ้กัน ยกแขนขวาขึ้นจังหวะหนึ่ง ต่อยหมัดสั้นตรงไปที่ขมับของฉินอวี่
ฉินอวี่ก้าวเท้าข้างถอยหลัง มือทั้งสองตบคว้าข้อมือเหล่าซานเสียงดังเพี้ยะ ขาขวาเหวี่ยงตวัดเป็นวงแคบ
"ตึง! โครม!"
เสียงดังสนั่นหวั่นไหว เหล่าซานถูกเหวี่ยงกระเด็นขึ้นไปบนเตียง หัวกระแทกเข้ากับราวเหล็กอย่างจัง
"กระทืบมัน!"
เหล่าซานกุมหัวคำราม
ฉินอวี่ก้มตัวลง ครึ่งบนพุ่งเข้าไปใต้เตียงชั้นล่าง มือซ้ายกระชากคอเสื้อเหล่าซาน ขาขวากระตุกขึ้นมา หัวเข่าพุ่งตรงเข้าหาขมับอย่างไร้ปรานี
"ตึง!"
เหล่าซานถูกกระแทกจนหัวสะบัดไปข้างหลัง ท้ายทอยกระแทกกำแพงเสียงดัง โครม "ฆ่ามันให้ตาย มีเรื่องขึ้นมาข้ากูรับเอง"
สิ้นเสียง ทุกคนก็กรูกันเข้ามา ทางด้านฉินอวี่กลับเคลื่อนไหวคล่องแคล่ว มุดออกจากใต้เตียง ถอยหลังต่อเนื่องสองก้าว เอวพิงตรงมุมอับระหว่างขอบหน้าต่างกับเตียง ร่างย่อต่ำลงเล็กน้อย
เหล่าซานลุกขึ้น คว้าเอากระบองยืดหดจากผนัง ก้าวเท้าเดินตรงไปหาฉินอวี่พลางสบถเสียงต่ำ "ไอ้ลูกหมามึงพึ่งเข้ากองก็จะล้มโต๊ะ…"
ตอนนั้นเอง ประตูที่ง้างไว้ถูกผลักออก ผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดตำรวจสีเขียวอ่อน ตะโกนด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจว่า "ทำบ้าอะไรกัน?!"
ทุกคนได้ยินเสียงก็หันกลับไปพร้อมกัน
เหล่าซานชะงัก เช็ดเลือดบนหน้าผาก แล้วยิ้มออกทันที "พี่เหวิน"
"ตั้งแต่ตรงทางเดินก็ได้ยินห้องพวกนายโวยวาย จะทำอะไร จะฆ่ากันรึไง?" ผู้หญิงอายุประมาณสามสิบต้น ๆ รูปร่างค่อนข้างเตี้ย แต่หน้าตาสะสวย หน้ารูปไข่ ดวงตาโต ดูมีชีวิตชีวา
"ไม่มีอะไรน่า มีน้องใหม่มาคุยเล่นด้วยนิดหน่อย" เหล่าซานยิงฟันตอบ
ผู้หญิงกวาดตามองสภาพในห้อง สายตารังเกียจจ้องเหล่าซานพลางด่าว่า "ทำไมนายถึงชอบรังแกนักนะ? เขาพึ่งมาก็มีเรื่องกับนายแล้ว?"
"เปล่านะ เขาให้ผมจัดเวร แต่เขาไม่ยอม แถมยังด่าอีก" เหล่าซานเก็บกระบอง พูดอธิบายพลางยิงฟัน
"พวกนายเล่นไพ่ระหว่างเข้าเวร ฉันเห็นมากี่ครั้งแล้ว?" พี่เหวินถลึงตาใส่เหล่าซาน เตือนด้วยน้ำเสียงรำคาญ "ถ้าเสียงดังอีกละก็ ระวังฉันจะจดใส่สมุดเล่มเล็ก"
"เข้าใจครับพี่เหวิน" เหล่าซานผงกหัวไม่หยุด
พี่เหวินขี้เกียจเดินเข้าห้อง ยืนอยู่ตรงประตูตะโกนถามฉินอวี่ "นายมาใหม่ใช่มั้ย?"
"ใช่" ฉินอวี่พยักหน้า
"ทำไมไม่ไปรับชุด?"
"เมื่อกี้ไปแล้ว แต่ไม่มีคนน่ะ" ฉินอวี่ตอบซื่อ ๆ
พี่เหวินถลึงตา "บ้าจริง ฉันอยู่ที่ออฟฟิศตลอด"
ฉินอวี่ชะงัก "อ๋อ ผมคงหาไม่เจอ"
"ไปเอาชุดกับฉัน" พี่เหวินทิ้งประโยคไว้ประโยคหนึ่ง แล้วหันหลังเดินจากไป
"ได้" ฉินอวี่พยักหน้าทันที ก้มตัวคว้ากระเป๋าเดินทางแล้วเดินออกไป พลางเรียกฉีหลิน "นายไปกับฉันหน่อยนะ"
ตอนนั้นฉีหลินกำลังไม่รู้จะรับมือกับเหล่าซานยังไง พอได้ยินแบบนั้นก็เลยรีบเดินตามออกไป
ในห้องนอน เหล่าซานลุกขึ้นนั่ง นวดก้อนนูนบนท้ายทอย ถ่มเสมหะใส่พื้น "ไอ้สารเลวนี่มีวิชาติดตัวนะ ออกหมัดโหดดี"
"ไม่เป็นไรนะพี่ซาน?"
เหล่าซานไม่ปริปาก ก้มหน้าหยิบโทรศัพท์ออกมา กดเบอร์ "ฮัลโหล นายอยู่ที่ออฟฟิศไหม? ไม่มีอะไร แค่ถามหน่อยน่ะ ไอ้ฉินอวี่ที่เพิ่งย้ายไฟล์มาเข้าทีมเราวันนี้ มีเส้นอะไรข้างบนรึเปล่า? …ไม่มีเหรอ? แน่ใจเหรอ? อ้อ โอเค เข้าใจแล้ว"
…
ทางเดิน
พี่เหวินเดินเอามือไพล่หลังถามฉินอวี่ "นายมีคนอยู่เบื้องบนเหรอ?"
ฉินอวี่ชะงัก "ไม่มีนี่ครับ"
"ไม่มีก็อยู่สงบ ๆ หน่อย สภาพแวดล้อมที่นี่ซับซ้อนมาก" พี่เหวินเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชาแต่เจตนาดี "ปกติอย่าทะเลาะกับพวกมันบ่อย ทำงานเพิ่มอีกนิดก็ไม่ตายหรอก"
"ขอบคุณครับพี่เหวิน" ฉินอวี่พยักหน้า
พี่เหวินไม่พูดอะไรอีก พาฉินอวี่ไปที่โกดังชั้นหนึ่ง หยิบชุดตำรวจปกติหนึ่งชุด ชุดฝึกหนึ่งชุด กุญแจมือหนึ่งคู่ กระบองหนึ่งอันให้เขา แล้วก็เดินจากไป
ภายในโถงชั้นหนึ่ง ฉีหลินก้มดูนาฬิกาข้อมือแล้วพูดว่า "อีกเดี๋ยวฉันต้องไปส่งเอกสารน่ะ ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนนายแล้วนะ กลับไปพูดอ่อน ๆ หน่อย อย่าไปมีเรื่องกับพวกมันเลย ไอ้เหล่าซานน่ะมีหัวหน้าหยวนหนุนหลังอยู่ ถ้านายขัดใจมัน ต่อไปคงไม่มีดีกินหรอก"
"เหอะ ๆ โอเค เข้าใจละ" ฉินอวี่ยิ้มพยักหน้า "เย็นนี้ถ้านายว่าง ไปกินข้าวด้วยกันนะ"
"อืม ถ้าว่างเดี๋ยวไปหา" ฉีหลินตอบตกลงอย่างสบาย ๆ
สองคนพูดคุยกันสั้น ๆ ฉินอวี่ก็หิ้วของกลับเข้าห้องนอนอีกรอบ แต่ตอนนี้เหล่าซานกับพวกไปแล้ว ในห้องเหลือแค่สองคน พวกเขามองฉินอวี่อย่างเย็นชาแล้วก็นั่งคุยกันต่อบนเตียง
ฉินอวี่กวาดตามองคนทั้งสอง แล้วเดินย่ามใจไปที่เตียงตัวเอง เก็บข้าวของอย่างคล่องแคล่ว ไม่แม้แต่จะชายตามองพวกนั้น
…
เวลาผ่านไปถึงประมาณทุ่มหนึ่ง ฉินอวี่เก็บของเสร็จ เห็นฉีหลินยังไม่มาหา ก็เลยตั้งใจจะออกไปเดินเล่นบนถนนคนเดียว ทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมแถวนี้ แล้วก็หาอะไรกินเป็นมื้อเย็น
ฉินอวี่พลิกตัวลงเตียง ล้วงกระเป๋าคาดเอวออกมาจากใต้หมอน คาดไว้กับตัวแล้วก้าวเดินออกไปข้างนอก
"โอ๊ย ขอโทษนะ"
ฉินอวี่เพิ่งพ้นประตู ก็เกือบชนกับฉีหลินที่เดินพรวดพราดเข้ามา ทั้งคู่สบตากันแล้วนิ่งไป ฝ่ายหลังรีบอธิบาย "มีเรียกประชุมกะทันหันน่ะ มาช้าไปหน่อย นี่นายจะ…?"
"ฉันนึกว่านายไม่มาแล้ว จะออกไปเดินเล่นหาอะไรกินสักหน่อย" ฉินอวี่ยิ้มชวน "ไปสิ ไปหาอะไรกินด้วยกัน"
"ฉันมีเพื่อนอีกคนหนึ่ง พอดีวันนี้ต้องคุยธุระด้วยกัน นายสะดวกไหม เราไปด้วยกัน?" ฉีหลินถาม
"สะดวกสิ" ฉินอวี่ชะงักตอบ "ไม่เป็นไร ไปด้วยกัน"
"โอเค"
ทั้งคู่พูดคุยกันครู่หนึ่งแล้วก็เดินลงตึกไปด้วยกัน ที่หน้าประตูโถงตึกนอน เจอชายหนุ่มอีกคนหนึ่ง
เพื่อนของฉีหลินคนนี้ชื่อหลี่ฟู่กุ้ย ฉายาแมวเฒ่า ตามที่คนเก่าแก่ในกรมตำรวจบอกว่าเขามีความสัมพันธ์บางอย่างกับผู้กำกับหลี่ แต่สองคนไม่ค่อยได้ติดต่อกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ที่แท้จริงเป็นยังไง คนนอกก็ไม่ค่อยชัดเจนนัก แล้วก็ปกตินายคนนี้ไม่ค่อยเอาจริงเอาจังเท่าไหร่ เรื่องที่ทำเกินเลยที่สุดคือตอนเมาได้ที่แล้วหาคนขายบริการในระหว่างเข้าเวร แถมยังบ้าบอจะจัดประกวดคัดเลือกอีก โดนหน่วยตรวจตราจับได้พอดี แต่สุดท้ายคนที่เป็นต้นเรื่องอย่างเขากลับโดนแค่ลงโทษพักงานฝ่ายปกครอง 15 วัน ส่วนเพื่อนร่วมงานสองคนที่ปกติไม่ถูกชะตากันกลับซวยสุด ๆ โดนหางเลขถูกไล่ออก ปลดออกจากราชการ
แมวเฒ่าถึงชื่อจะออกแนวเชย ๆ หน่อย แต่ตัวจริงหล่อเหลาทีเดียว ถ้าจะบอกว่าหน้าตาของฉินอวี่เป็นแนวเข้มแข็ง หว่างคิ้วเปี่ยมจิตวิญญาณ ดูเป็นหนุ่มกระฉับกระเฉงแล้วล่ะก็นายแมวเฒ่าก็จะแนวแบดบอยหล่อ ๆ คล้าย ๆ จางอี้ซานที่เคยดังมาก
ทั้งสามคนพบกัน ฉีหลินแนะนำสั้น ๆ ว่า "นี่แมวเฒ่า เพื่อนที่ปกติคอยดูแลผมดีมาก นี่ฉินอวี่ ตำรวจฝึกหัดใหม่ของทีมหนึ่ง"
"ได้ยินว่าพึ่งมาก็มีเรื่องกับเหล่าซานพวกนั้นแล้ว?" แมวเฒ่าเอามือล้วงกระเป๋า มุมปากยิ้มกริ่มถาม "เพื่อนเราอารมณ์ร้อนเหมือนกันนะ?"
"เปล่า แค่เถียงกันไปสองสามคำ" ฉินอวี่รู้สึกว่าแมวเฒ่านิสัยออกจะบ้าบิ่นไปหน่อย เลยตอบคลุมเครือ
"กูก็เกลียดพวกมันนะ ควรซัดก็ซัดไปเลย" แมวเฒ่าเบ้ปากด่า "ทีมหนึ่งมีแต่พวกสารเลว ทำแต่เรื่องเชี่ย ๆ ทั้งนั้น"
ฉินอวี่ฟังแล้วอึ้งไป หันไปมองฉีหลิน ฝ่ายหลังเกาหัวอธิบายว่า "นิสัยแมวเฒ่าก็งี้ มีอะไรพูดตรง ๆ"
"ไปกินที่ไหน?" แมวเฒ่าถาม
"ฉันเพิ่งมา ไม่รู้ว่าแถวไหนของกินอร่อย" ฉินอวี่พูดเบา ๆ "พวกนายพาไปสิ"
"ใครเลี้ยง?" แมวเฒ่ากะพริบตาเจ้าเล่ห์ถามเบา ๆ
"ฉันเลี้ยง ฮ่า ๆ" ฉินอวี่ยิ้ม
"อ๋อ นายเลี้ยงนี่เอง…" แมวเฒ่าโบกมือใหญ่ "ไปร้านพี่รองนั่นเถอะ"
"อย่าไปเลย แพงนะ" ฉีหลินทัดทาน
"ใช้เงินมึงรึไง?" แมวเฒ่าชำเลืองถามกลับ
"ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ผมยังพอมีเงินติดตัวอยู่บ้าง กินข้าวน่ะพอแน่" แม้ว่าในใจฉินอวี่จะรู้สึกเจ็บปวดอยู่บ้าง เพราะสมัยนี้ทรัพยากรขาดแคลนอย่างหนัก โดยเฉพาะของจำพวกผักกับธัญพืชซึ่งต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกเป็นวงกว้างยิ่งเป็นของฟุ่มเฟือย ในพื้นที่รอจัดระเบียบ พี่น้องร่วมชาติที่ไม่มีใครสนใจ กว่าจะดิ้นรนหาอาหารได้หนึ่งประทังชีวิตก็ต้องเอาชีวิตเข้าแลก ดังนั้นการกินภัตตาคารสำหรับคนจนส่วนใหญ่แล้ว หนึ่งปีก็ไม่เคยได้สักครั้ง อย่างไรก็ตาม ถึงจะเจ็บใจก็ตาม แต่ในใจฉินอวี่ก็รู้ดีว่าตัวเองเพิ่งมาอยู่ใหม่ ยังไงก็ต้องหาเพื่อนบ้าง การเข้าสังคมและใช้จ่ายที่จำเป็นก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งกว่านั้นตอนนี้ตัวเองก็มีงานมั่นคงแล้ว
ทั้งสามคนตกลงว่าจะไปที่ไหนแล้ว ก็เดินไปตามถนนราวสองกิโลเมตร เจอร้านอาหารชื่อว่า เถ้าแก่เนี้ยโรงเหล้า
ฉินอวี่ยืนอยู่ริมทาง กวาดตามองหน้าร้าน เอื้อมมือลูบกระเป๋าคาดเอวอย่างไม่รู้ตัว รู้สึกเจ็บใจขึ้นมาอีกครั้ง
"ไปกันเถอะ" แมวเฒ่าเรียก แล้วก้าวเท้าขึ้นบันได
"อื๊อ!"
ตอนนั้นเอง ข้างทางก็มีเสียงเครื่องยนต์ดังสนั่นหู รถอเนกประสงค์สภาพเก่าคันหนึ่งตามมาติด ๆ จอดสนิทตรงหน้าประตู
ทั้งสามคนได้ยินแล้วหันกลับไป แมวเฒ่าจ้องตาค้างประเมิน "ครอบครัวไหนเนี่ย ใช้รถเบนซิน?"
ในยุคปีนี้ รถเบนซินกลายเป็นพาหนะที่หายากมาก พื้นที่ส่วนใหญ่กลายเป็นดินแดนร้าง ไม่ก็หนาวจัด หรือมีรังสีถึงตาย น้ำมันปิโตรเลียมขุดเจาะไม่ได้ ก็เลยกลายเป็นทรัพยากรหายากยิ่ง เพราะงั้นแมวเฒ่าถึงได้แปลกใจนัก
รถอเนกประสงค์จอดข้างทาง มีชายสี่คนกับหญิงหนึ่งคนลงจากรถ ก้าวเท้ามุ่งหน้ามาที่ร้านอาหาร
"ไป เข้าไปข้างในเถอะ" ฉินอวี่ผ่านโลกมากว้างขวางในพื้นที่รอจัดระเบียบ เลยมองรถเบนซินแค่สองตาแล้วหมุนตัวเดินตรงไปที่ประตูร้าน แต่แมวเฒ่ากลับยืนตึ๋งอยู่ที่เดิม สายตาจับจ้องหญิงสาวท่ามกลางชายสี่คนไม่วางตา แล้วปริปากว่า "สวย ช่างน่ามอง งามนัก!"
ฉินอวี่ได้ยินก็หันหลังกลับ มองสายตาเจ้าเล่ห์ของแมวเฒ่าแวบหนึ่งแล้วชวนอย่างจนใจ "ไปเถอะ คนนั้นมากับผู้ชายนะ"
ท่ามกลางชายสี่คน หญิงสาวกะพริบดวงตาโตงดงาม หันมองรอบ ๆ แล้วก้มหน้าพูด "ฉันจะไปเข้าห้องน้ำ"
"มึงอย่าคิดเล่นตุกติกนะ รีบเดินไป" ชายวัยกลางคนรูปร่างเตี้ยแคระคนหนึ่งก้มหน้าตวาดด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง มีสำเนียงญี่ปุ่น
"อื๊อ ๆ"
ในเวลาเดียวกัน โทรศัพท์ในกระเป๋าฉีหลินก็ดังขึ้นสองที เขาหยิบโทรศัพท์ออกมา กวาดตามองข้อความสั้น แล้วเงยหน้าจ้องฉินอวี่ที่เดินนำหน้า เผยแววตาสับสน
