อาจารย์บอกว่า ข้าเป็นผู้มีดวงชะตาอภัยโทษจากฟ้า เกิดมาชะตาแข็งกร้าวนัก ไม่ว่าจะพบเจอภยันตรายใด ก็จะแปรร้ายกลายเป็นดีได้เสมอ
และตั้งแต่แรกเกิด ก็มีสตรีสามนางคอยปกปักษ์รักษาข้าอยู่ในเงามืด ชาตินี้จึงถูกกำหนดให้พัวพันกับหญิงทั้งสามอย่างมิอาจแยกจาก
สองนางมีพันธะนายบ่าวกับข้า ทว่ากลับคอยหมายปองร่างกายข้ามาโดยตลอด
อีกนางหนึ่งเป็นแม่ของข้า
ทั้งสามนางนั้น... หาใช่มนุษย์ไม่
...
ข้าเกิดในสุสานร้าง ถูกอาจารย์ผ่าออกมาจากท้องศพหญิงนางหนึ่ง
ศพหญิงนั้น ก็คือแม่ของข้าเอง
คืนนั้นเป็นคืนฝนกระหน่ำ ลมกรรโชกแรง ฟ้าคำราม ฟ้าแลบแปลบปลาบ เมฆดำทะมึนกลิ้งวนอยู่บนฟ้า ราวกับดึงฟ้าให้ต่ำเตี้ยลงมาหลายส่วน
ท่ามกลางพายุคำราม สายฟ้าฟาดผ่าทะลุราตรีกาล กระหน่ำลงบนหลุมศพที่เพิ่งก่อขึ้นใหม่เปรี้ยงหนึ่ง
ชั่วพริบตา เศษดินกระจัดกระจาย หลุมศพใหม่ถูกกวาดราบเรียบ เผยให้เห็นโลงไม้สีแดงสด
ฝาโลงหล่นเกลื่อนพื้น ภายในโลงนั้น ปรากฏร่างของศพสตรีในชุดแดงสด
ศพสตรีดูเหมือนเพิ่งตายไม่นาน ใบหน้างดงาม ผิวพรรณแดงเรื่อ โดยเฉพาะริมฝีปากแดงคู่นั้น ราวกับเพิ่งดื่มเลือดมาหมาด ๆ ส่องประกายเลือดประหลาดวาววับ
ท้องนางป่องสูง เห็นได้ชัดว่าเสียชีวิตขณะตั้งครรภ์แก่ใกล้คลอดเต็มทีแล้ว
‘ครืน...’
เสียงฟ้าคำรามก้องขอบฟ้า สายฝนเทลงมาราวกับกะละมังคว่ำ ฟ้าแลบแหวกราตรีกาล ส่องสุสานร้างทั้งผืนให้สว่างวาบ
ครั้นแล้ว ท่ามกลางฟ้าแลบฟ้าร้อง ศพสตรีในโลงไม้เริ่มแปรเปลี่ยนอย่างเชื่องช้า เรือนร่างเริ่มมีขนสีขาวดกงอกขึ้น เล็บก็งอกยาวอย่างรวดเร็วจนเห็นด้วยตาเปล่า
จากนั้น ศพสตรีก็เบิกตากว้างในฉับพลัน และพุ่งพรวดนั่งขึ้นในโลงไม้
เสียงฟ้าคำรามสนั่นหวั่นไหว สายฟ้าฟาดลงข้างโลง สาดดินกระเด็นฟุ้งทั่วฟ้า ศพสตรีมีสีหน้าบิดเบี้ยว เงยหน้าขึ้นฟ้าด้วยแววตาเปี่ยมแค้น มือสองข้างที่มีเล็บดำยาว กุมปกป้องท้องน้อยอย่างแน่นหนา
“唉...”
เสียงถอนหายใจดังขึ้นท่ามกลางพายุฝน เมื่อเสียงนั้นจางหาย ก็เห็นนักพรตชราผู้หนึ่ง ในมือถือไม้ปักผ้าขาว สวมจีวรสีน้ำตาลอมเหลือง ก้าวออกจากความมืด
“เจ้าตายระหว่างตั้งครรภ์ สองร่างสองวิญญาณ ใจมีแค้นก็เป็นธรรมดาของมนุษย์ แต่เจ้าคิดจะใช้ร่างหยินคลอดบุตรตายคลอด แล้วกลายร่างเป็นซากแม่ลูกด้วยกันนั้น เป็นการกระทำฝืนวิถีสวรรค์ ทั้งฟ้าทั้งดินมิอาจยอมรับได้”
“ซากแม่ลูกมิอาจเข้าวัฏสงสาร ไม่ได้ไปผุดไปเกิด ชาตินี้ลูกเกิดมาพร้อมชีวิตและความตายกับเจ้า เจ้ายังอยากให้เด็กคนนี้ไม่มีชาติหน้า ร่วมทุกข์ทนอยู่กับเจ้าในโลกมนุษย์ต่อไปอีกหรือ”
‘เพล้ง’ เสียงแตกกระจาย ฟ้าแลบฟาดลงมาอีกครา อาศัยแสงวาบของฟ้าแลบ นักพรตมองเห็นว่า ท้องน้อยของศพสตรีกำลังขยับเขยื้อน
“นี่มัน...” นักพรตชรายกมือขึ้นสองข้าง ชูสี่นิ้วชิด โดยนิ้วโป้งขยับไปมาระหว่างสี่นิ้วไม่หยุด
วิชาหมอดูศาสตร์เต๋า การคำนวณด้วยนิ้ว
การคำนวณด้วยนิ้ว เป็นวิชาหมอดูอย่างง่ายที่สามารถคำนวณผลได้รวดเร็ว ภายในไม่กี่ลมหายใจก็ได้ผลลัพธ์คร่าว ๆ
ที่ว่าดีดนิ้วคำนวณ ก็หมายถึงวิชานี้เอง
มือทั้งสองของคนมีข้อนิ้ว 28 ข้อ แทนคฤหาสน์ดาราทั้ง 28 ตามลำดับ มือซ้ายคือหยิน มือขวาคือหยาง นิ้วก้อย นิ้วนาง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง สองมือขวาซ้าย แทนก้านฟ้า 10 และกิ่งดิน 12
ไม่กี่วินาทีต่อมา สีหน้านักพรตเปลี่ยนไปเล็กน้อย พึมพำเบา ๆ ว่า “ดวงอภัยโทษจากฟ้าเข้าชะตา ช่างแข็งกร้าวนัก มิน่าเล่า มิน่าเล่า...”
ดวงอภัยโทษจากฟ้า หนึ่งหมื่นปียากพบพาน ไม่ว่าประสบภัยพิบัติใด ก็รอดพ้นจากผลร้ายที่สุด
นี่คืออภัยทานแห่งฟ้า เจตจำนงสวรรค์ที่คลุมเครืออนุมัติอภัยให้พ้นเคราะห์ทั้งมวล
ทว่า ดวงนี้แข็งเกินไป คร่าพ่อ คร่าแม่ คร่าเพื่อน คร่าอาจารย์ คร่าภรรยา
แม้ชั่วชีวิตนี้พบทุกข์ลำเค็ญใด ก็แปรร้ายกลายเป็นดีได้ ทว่าถูกลิขิตให้เดียวดายไร้คู่ ชั่วชีวิตไร้ภรรยาไร้บุตร
นักพรตชายิ้มบาง ๆ แล้วเอ่ยกับศพสตรีว่า “มิน่าเจ้าถึงไม่ยินยอมเข้าวัฏสงสารหลังตาย ที่แท้ทารกในท้องยังไม่ตาย ใจเจ้าจึงติดพัน วางใจเถิด ข้าแม้ฝึกฌานในแดนมนุษย์ ทว่าเป็นยมทูตมีลมหายใจ เด็กคนนี้แม้เป็นดวงอภัยโทษลิขิตให้คร่าอาจารย์ แต่เมื่อพบเจอก็คือสวรรค์กำหนด ข้าจะช่วยนางทำคลอด เลี้ยงดูให้เติบใหญ่ และมอบทุกสิ่งที่ข้าร่ำเรียนมาตลอดชีวิตแก่เด็กคนนี้ หากเจ้าเต็มใจ ก็ผงกศีรษะทีเถิด”
สายฝนเย็นเฉียบสาดซัดบนร่างศพสตรี ทำให้ใบหน้านางกลายเป็นสีเขียวซีด เพิ่มความอัปลักษณ์ให้มากขึ้น
นางจ้องมองนักพรตชราไม่วางตา แววตาเย็นเยียบและว่างเปล่า
“เจ้าโปรดวางใจ หลังจากทำคลอด ข้าจะเคาะประตูหยินให้เจ้า ส่งเจ้าเข้าวัฏสงสาร ไปจุติเกิดใหม่ ทุกข์ที่เจ้าได้รับชาตินี้ ชาติหน้าจะชดใช้คืนให้เจ้าทั้งหมด” นักพรตชราเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
ครั้นพอสิ้นเสียงของเขาคราวนี้ ศพสตรีก็ผงกศีรษะจริง ๆ จากนั้น ‘ตึง’ นอนหงายกลับลงไปในโลง ค่อย ๆ กางขาทั้งสองออก...
เสียงฟ้าร้องกระหึ่ม พายุฝนโหมกระหน่ำ ท่ามกลางฟ้าแลบฟ้าร้อง เสียงร้องไห้ของทารกดังก้องทั่วสุสานร้าง ในชั่วขณะนั้น สุสานร้างที่เต็มไปด้วยความตาย อัปลักษณ์น่าขนลุก ราวกับเพราะการเกิดของเด็กน้อยนี้กลับคืนชีพ เพิ่มเติมสัญญาณชีวิตให้เกิดขึ้น
ทารกตัวเปรอะเลือดถูกนักพรตอุ้มไว้ในอ้อมอก ดวงตากลมโตสีดำขลับเหลือบมองนักพรตอย่างมีชีวิตชีวา ในตาเปี่ยมด้วยพลังจิตวิญญาณ
“เด็กชาย หนักห้าบวกหกชั่ง เป็นที่น่ายินดียิ่ง น่ายินดียิ่งนัก”
นักพรตถอดจีวรห่อตัวเด็กชาย ห่ออย่างระมัดระวังวางไว้ด้านข้าง
“ข้าจะเคาะประตูหยินให้เจ้าเดี๋ยวนี้ ส่งเจ้าเข้าวัฏสงสาร”
นักพรตสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วจับผ้าที่ปักไม้เท้าปักลงพื้นดินอย่างแรง
ผ้าขาวพลิ้วไหวไปกับลม ในความเลือนราง มองเห็นตัวอักษรขนาดใหญ่ที่เขียนด้วยลายมือพลิ้วไหวราวมังกรผาดฟ้า
ชีวิตและความตายถูกลิขิตจากฟ้า ความมั่งคั่งขึ้นอยู่กับสวรรค์
ยมทูตคุมวิญญาณ คนมีชีวิตอย่าได้เข้าใกล้
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ค่อย ๆ หลับตาลง จากนั้น ดวงตาทั้งสองก็เบิกกว้างในพริบตา
ในชั่วขณะนั้น อาภรณ์ทั้งร่างเปลี่ยนไปสิ้นเชิง ทั้งคนราวกับกระบี่คมที่เพิ่งชักออกจากฝัก เปล่งพลังอำมหิตถึงขีดสุด
เขาเดินอย่างองอาจสง่างาม ทุกย่างก้าวสอดคล้องกับหลักแห่งฟ้าดิน มีกลิ่นอายแห่งเต๋าที่อธิบายไม่ถูกแผ่ซ่าน
หลังจากก้าวที่เจ็ด เขาหยุดมั่น แล้วกระทืบเท้าอย่างแรงหนึ่งที
เปล่งเสียงว่า “ฟ้าเบื้องบน สามสิ่งมหัศจรรย์คือตะวัน จันทรา หมู่ดารา ทะลวงฟ้าสะเทือนดิน ภูตผีเทพเจ้าตกตะลึง เหล่าทวยเทพเห็นล้วนก้มศีรษะคำนับ ซากอธรรมพบพานแล้วต้องวิ่งหนีไม่หยุดเท้า! ฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ดินศักดิ์สิทธิ์ อัศวินแห่งหยินทั้งหกสิบองค์ จงฟังคำสั่งของข้า เด็กทองหญิงหยกหัวหน้าทัพสวรรค์ เทพใดไม่ศิโรราบ ผีใดไม่หวาดกลัว ด้วยสัญลักษณ์ของข้า จงเปิดประตูหยิน เมื่อถึงเวลา จงปฏิบัติตาม พระไท่ซ่างเหล่าจวิน รีบด่วนประหนึ่งปฏิบัติตามกฎหมาย!”
เสียงตะโกนดังก้องฟ้าดิน กระทั่งเสียงพายุฟ้าคำรามยังถูกกดลงหลายส่วน
ครั้นพอเสียงตะโกนจางหาย พายุฝนก็ยิ่งกรรโชกแรงขึ้น เสียงฟ้าคำรามดังสนั่นหวั่นไหว พลันมีกลิ่นอายอันเย็นยะเยือกถึงขีดสุดผุดพรายขึ้น เหมือนมีประตูที่ตาเนื้อมองไม่เห็น ถูกใครบางคนผลักเปิดผางอยู่เบื้องหลังนักพรต
“ประตูหยินเปิดแล้ว ข้าผู้พิพากษาขอตัดสินให้เจ้าเข้าวัฏสงสาร ไปจุติเกิดใหม่ ชาติหน้าสวมใส่ทองเงิน มั่งคั่งร่ำรวยชั่วชีวิต!”
เมื่อเสียงของนักพรตจางหาย ศพสตรีก็พุ่งพรวดขึ้นนั่ง ก่อนอื่นมองดูทารกที่ถูกห่ออยู่ในจีวรด้วยแววตาลังเลอาลัย จากนั้นก็พุ่งร่างทะยานตรงไปยังเบื้องหลังนักพรต
“เฮ้อ...”
นักพรตถอนหายใจยาวเฮือกหนึ่ง แต่วินาทีต่อมา สีหน้ากลับเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง
ก็ได้ยินว่า เสียงโหยหวนร้องโหยหวนดังออกมา จากนั้น ร่างศพสตรีก็ถูกพลังที่ไม่มีใครรู้จักดึงกลับโดยบังคับ ส่วนประตูหยินที่เพิ่งถูกเคาะให้เปิด ก็ค่อย ๆ ปิดลงอย่างเชื่องช้า...