สิบแปดปีให้หลัง ภายในหมู่บ้านเล็กกลางหุบเขา
“ท่านอาจารย์ โดนขู่จนขี้หดตดหายหนีหัวซุกหัวซุนมาเลยรึ?”
ข้าชำเลืองมองอาจารย์ที่นั่งใต้ชายคา เรือนผมสั้นทะมัดทะแมง สวมชุดเต๋าเก่า ๆ พลางเบะปากอย่างไม่พอใจ
เรื่องนี้ท่านอาจารย์เล่าให้ข้าฟังไม่ถึงร้อยครั้งก็แปดสิบครั้งแล้ว แล้วแต่ละครั้งก็ไม่ซ้ำกัน ครั้งที่เพิ่งเล่าไปยังนับว่าเข้าท่าที่สุด ครั้งที่เกินจริงที่สุดคือแกสู้กับฝูงผีเพียงลำพัง แค่กระทืบเท้าเบา ๆ ก็ขับไล่สายฟ้าบนฟ้าให้สลาย จนพวกวิญญาณชั่วร้ายตกใจคุกเข่าโขกศีรษะให้ แล้วเรียกแกว่าท่านปู่
โม้เก่งซะจนควายจะแตกตายอยู่แล้ว
ท่านอาจารย์เงียบกริบ เอนกายอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบ ดวงตาล่องลอย ราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
ข้าเห็นดังนั้นจึงแอบยื่นมือไปคว้าเหยือกสุราบนโต๊ะไม้มา แล้วกรอกปากอึกใหญ่
‘เพียะ’ เสียงหนึ่งดังขึ้น กลับเป็นว่าท่านอาจารย์ปาตะปูปราบศพใส่ข้อมือข้าอย่างแรง
“โอ๊ย” ข้าร้องลั่นด้วยความเจ็บ มือที่ถือเหยือกสุราคลายออกโดยไม่รู้ตัว เหยือกสุราร่วงลงสู่พื้น
ท่านอาจารย์ดีดตัวจากเก้าอี้ผ้าใบ ร่างวูบไหว ปรากฏอยู่ตรงหน้าข้าอย่างไร้สุ้มเสียง มือหนึ่งรับเหยือกสุราไว้ได้อย่างมั่นคง
“ท่านอาจารย์ ตะปูปราบศพมีไว้ปราบศพนะ ไม่ใช่เอามาตีศิษย์แบบนี้” ข้านวดคลึงข้อมือ ใบหน้าเต็มไปด้วยความน้อยใจ
“แกยังมีหน้ามาว่าข้าอีก?” ท่านอาจารย์ขมวดคิ้วจ้องข้าเขม็ง พลางว่า “มีศิษย์ที่ไหนพูดกับอาจารย์อย่างแกบ้าง? เรียกว่าขี้หดตดหายหนีได้ยังไง อาจารย์น่ะเรียกกลยุทธ์ล่าถอย ยังมีอีก นี่คือเหล้าโสมกลั่นเหยือกสุดท้ายแล้ว ถ้าแกรู้สึกหนาวอยากดื่มเหล้า ก็ไปซื้อเอาเองที่บ้านป้าหวังต้นหมู่บ้านนั่น”
“ข้าจะมีเงินที่ไหนกัน” ข้าลูบมือไปมาอย่างจนใจ
ข้าชื่อจางเชียนอวี๋ ถูกอาจารย์ชุบเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก ชื่อเป็นอาจารย์ตั้งให้ มีความหมายว่าภูเขาพันลูกพักพิงสรรพสิ่ง หมื่นสรรพสิ่งฟื้นคืนชีพ
แต่อาจารย์กลับมีชื่อประหลาดมากชื่อว่าจางตู้เอ้อ อย่างไรก็ตามชาวบ้านล้วนชอบเรียกแกว่าท่านเต๋าเฒ่าจาง
อาจารย์คือร่งซือหยินหยางผู้เลื่องชื่อในละแวกสิบหมู่บ้านแปดตำบล ใครที่บ้านมีผู้เฒ่าเสียชีวิต ก็จะให้อาจารย์ข้าไปจัดการพิธีศพ ช่วยกำหนดจุดฝังและนำส่งศพ ข้าศิษย์อาจารย์สองคนก็ใช้ชีวิตหาเลี้ยงชีพด้วยสิ่งนี้
อาจารย์บอกว่าข้าเป็นอิมเซ็งกุย เกิดจากการผ่าท้องศพหญิงของแก เรื่องที่แกชอบเล่าบ่อย ๆ นั้น ศพหญิงในเรื่องก็คือแม่ข้า ส่วนทารกนั่นก็คือข้า
เพราะเกิดในโลงรวมหยินและยังเป็นอิมเซ็งกุย ทำให้ข้ามีพรสวรรค์หยินมากเกินไป แพ้หยาง ตั้งแต่เล็กจนโตร่างกายข้าก็เย็นเยียบ และดึงดูดผีร้ายโดยธรรมชาติ ก่อนสิบขวบ ทุกค่ำคืนข้ามองเห็นสิ่งไม่สะอาดพวกนั้น แต่ทุกครั้ง ข้าก็รอดพ้นเคราะห์ร้ายได้ โดยเฉพาะรอยสักสองจุดบนบ่าข้า ยามคับขันเมื่อใดก็จะเปล่งแสง ขับไล่วิญญาณชั่วร้ายให้หนีไป
“เชียนอวี๋ เชียนอวี๋...”
มีคนเรียกข้าเบา ๆ นอกลานบ้าน ข้าหันไปดู กลับเห็นว่าเป็นหู่จื่อจากหมู่บ้านเรา
หู่จื่อรุ่นราวคราวเดียวกับข้า เหมือนกับข้าคือเรียนไม่จบมัธยมปลายแล้วลาออก หู่จื่อเพราะทางบ้านจน ส่วนข้าเป็นเพราะมองเห็นสิ่งสกปรกเสมอ ทำให้ตกใจบ่อย ๆ ทางโรงเรียนจึงไล่ออกโดยอ้างว่ามีปัญหาทางจิต
“เจ้าหมอนี่มาเช้าเกินไปแล้ว” ข้าเหลือบมองโทรศัพท์มือถือหัวเหวยรุ่นใหม่ล่าสุดที่อาจารย์วางไว้บนโต๊ะไม้ ลูกตาเหลือกกลอกไปมา คว้าโทรศัพท์ได้ก็หันหลังวิ่งปรู๊ด
“เฮ้ เฮ้ ไอ้ลูกเต่าบ้า เอาโทรศัพท์ข้าไปอีกแล้ว” อาจารย์คิดจะไล่ตามข้า แต่ข้าวิ่งคล่องแคล่วว่องไว ไม่กี่ก้าวก็พุ่งออกจากลานบ้าน อาจารย์ได้แต่กระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ แต่ก็จนปัญญา ก่อนจากก็ตะโกนเสียงดังว่า “อย่าแอบดูอัลบั้มรูปกับวีแชตข้า”
“รู้แล้ว ๆ” ข้าโบกมือ แล้ววิ่งไปทางด้านหลังเขาไปกับหู่จื่อ
วิ่งมาตลอดทางถึงด้านหลังเขา หู่จื่อเหนื่อยจนหอบโซ ตัวเปียกชุ่มไปทั้งร่าง ส่วนข้าก็เพราะถูกอาจารย์บังคับฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เล็ก ร่างกายแกร่งมาก วิ่งมาจนถึงก็ไม่หอบไม่เหนื่อย
“เอาเหล้ามาหรือยัง?” ข้ามองหู่จื่อถาม
หู่จื่อได้ยินก็ยิ้มร่า “เอามาแล้ว เหล้าขาวของแม่หม้ายหวัง กลั่นใหม่ ๆ หกสิบกว่าดีกรี รับรองแกดื่มได้สะใจ” พูดจบ หู่จื่อก็ลูบมือไปมา “โทรศัพท์ล่ะ รีบเอามาให้ข้า”
ข้ารีบรับขวดเหล้า เปิดออกแล้วกรอก ‘อึก ๆ’ หลายอึกใหญ่
“สะใจจริง!” ข้าเรอเหล้าออกมา รู้สึกร่างกายอบอุ่นขึ้นหลายส่วน หลังจากแน่ใจว่าหู่จื่อไม่ได้ผสมน้ำ ก็ยื่นโทรศัพท์ให้หู่จื่อ
“ข้ารอไม่ไหวแล้ว เชียนอวี๋ข้าบอกแกนะ ข้าเพิ่งได้เว็บใหม่มาจากอาเล็กข้า โอ้โห หนังในนั้นแจ่มสุด ๆ โดยเฉพาะคนที่ชื่อฟุคาดะ เอมิ นั่น สะโพกนั่น เอวนั่น แม่เจ้า สุดยอดเลย เฮ้ เฮ้ แกดื่มช้า ๆ หน่อย เหลือให้ข้าสองอึก”
หู่จื่อเปิดเบราว์เซอร์ พิมพ์ลิงก์เว็บเข้าไปพลาง ช่วงชิงขวดเหล้ามากระดกอึกใหญ่
“รู้จักฟุคาดะ เอมิไหม?” หู่จื่อคลำโทรศัพท์ไปมา พลางถามข้า
ข้าสั่นหัวบอกไม่รู้ หู่จื่อฟังแล้วถามต่อ “แล้วมุโต้ รันล่ะ?”
ข้าสั่นหัวต่อไป แสดงว่าไม่รู้ หู่จื่อก็เม้มปาก “ชีวิตไม่รู้จักมุโต้ รัน ต่อให้ดูเอวีหมดโลกก็เสียเปล่า เชียนอวี๋ แกสิบแปดปีนี้อยู่ไปเสียชาติเกิด”
ไม่กี่วินาทีต่อมา เสียงหอบกระเส่าที่ยั่วยวนก็ดังออกมาจากลำโพงโทรศัพท์ เสียงนั้นฟังแล้วข้าหน้าแดงหูแดง หู่จื่อกลับดูอย่างออกรส ตาเป็นประกาย แต่ผ่านไปเพียงครู่ เสียงนั้นก็เงียบหายไปกะทันหัน กลายเป็นคำสบถของหู่จื่อ “เชี่ยเอ๊ย ทำไมจังหวะสำคัญมันค้างวะ เน็ตอะไรเนี่ย เชียนอวี๋ โทรศัพท์อาจารย์แกไม่ดีเลยนะ ตอนนี้เขาใช้ 5G กันแล้ว อาจารย์แกนี่ยังใช้ 4G อยู่เลย”
ข้าไม่สนใจเขา หรี่ตาลง จิบเหล้าทีละนิดพลางสำรวจหลุมศพใหม่ไม่ไกลนัก
หลุมศพใหม่นั้นของตาเฒ่าหลิวพื่อนจากหมู่บ้านเรา เมื่อสัปดาห์ก่อน หลังจากเพิ่งจัดงานฉลองวันเกิดแปดสิบปี ตาเฒ่าหลิวพื่อนเกิดเส้นเลือดในสมองแตกกะทันหัน ไปโรงพยาบาลไม่ทันก็สิ้นใจเสียก่อน อาจารย์ข้าเป็นคนจัดการพิธีศพให้
กระทั่งหลุมศพนี้ อาจารย์ข้าก็เป็นคนกำหนดจุดให้
ประหลาดอยู่ตรงที่ ตอนนี้หลุมศพของตาเฒ่าหลิวพื่อนเต็มไปด้วยรอยเท้าเล็ก ๆ สะเปะสะปะ รอยเท้านั้นไม่เหมือนรอยเท้าคน เหมือนรอยเท้าตัวเซี่ยงผีหรือสุนัขจิ้งจอกมากกว่า
“หรือว่ามีตัวเซี่ยงผีขุดโพรงมากินศพ?” ข้าอยากเดินไปดู แต่พอนึกได้ก็ช่างเถอะ
อาจารย์พร่ำสอนข้ามาตั้งแต่เด็กว่า ชีวิตและความตายมีลิขิต ความร่ำรวยอยู่ที่ฟ้า ชีวิตคนเรา โชคอายุทรัพย์ล้วนสวรรค์กำหนด เรื่องหลังความตายก็มีโชคชะตาในความมืดมิดกำหนดไว้แล้วเช่นกัน
ในเมื่อตาเฒ่าหลิวพื่อนไม่ได้คืนชีพมาก่อกวน ก็ไม่เกี่ยวกับข้ากับอาจารย์ข้า
“เชี่ย ไม่ดูแล้ว เซ็งชิบหาย” หู่จื่อสบถลั่น ยัดโทรศัพท์ใส่มือข้า แล้วแย่งขวดเหล้าไปกรอกหลายอึก จากนั้นก็พูดอย่างลามกว่า “เชียนอวี๋ เมื่อกี้ตอนข้าไปซื้อเหล้า แม่หม้ายหวังกำลังต้มน้ำอยู่ ตอนนี้ต้องกำลังอาบน้ำแน่ ไป ข้าจะพาแกไปเปิดหูเปิดตา”
พูดจบ หู่จื่อก็กระดกเหล้าขาวหมดขวด โยนขวดเหล้าทิ้ง ตัวคลุ้งกลิ่นเหล้าเดินลงเขาไป
“หู่จื่อ แกเคยเห็น?” ข้าเดินตามหลังหู่จื่อ ถามด้วยความสงสัย
แม่หม้ายหวังคือสาวงามสะคราญผู้เลื่องชื่อในละแวกสิบหมู่บ้านแปดตำบล รูปร่างได้ส่วนโค้งเว้า สะโพกอกเอวคอดกระชับ เธอมีตาเย้ายวนเป็นธรรมชาติ มีเสน่ห์อย่างอธิบายไม่ถูก แต่น่าเสียดายที่โชคไม่ดี อายุแค่สามสิบก็สูญเสียสามี หลายปีมานี้ครองความเป็นม่ายอยู่
“เฮ้อ ไม่ใช่แค่เคยเห็น ยังเคยใช้ด้วย” หู่จื่อยิ้มต่ำสามหาว แต่ข้ามั่นใจว่าประโยคนี้หู่จื่อกำลังโม้
“ทำไมหมอกลงหนาจังวะ?” หู่จื่อบ่นพึมพำ จากนั้นก็เช็ดปาก เดินลงเขาอย่างไม่ใส่ใจ แต่ข้ากลับขมวดคิ้ว
หมอกนี้ลงกะทันหันเกินไป เมื่อกี้ยังแดดจ้าอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับหมอกปกคลุม มองไม่เห็นทาง
ระหว่างที่ข้ากำลังเริ่มสงสัย ทันใดนั้นก็มีลมหยินเย็นพัดผ่านมา จากนั้น เสียงแหบพร่าก็พลันดังขึ้นในม่านหมอก
“พ่อหนุ่ม เจ้ามองว่าข้าเหมือนอะไร? เหมือนคนหรือเหมือนเทพ?”
ใจข้าหวิววาบ มองตามเสียงไป ก็เห็นว่าในหมอกมีหญิงชราผ้าเท้าจกคนหนึ่ง
นางถือไม้เท้า ใบหน้าเหี่ยวย่นนั้นยังมีขนอ่อนละเอียดงอกขึ้นอยู่ ตอนนี้กำลังจ้องมองข้ากับหู่จื่อด้วยแววตาเร่าร้อน
ยายนี่หน้าตาประหลาดมาก ไม่เหมือนคนทั่วไป แล้วยังปากแหลมแก้มตอบ ตั้งแต่เห็นนางครั้งแรก ใจข้าก็เต้นแรง ผิวหนังทั่วร่างตึงขึ้นหลายส่วน
“ยายมาจากไหน ข้าทำไมไม่เคยเห็น?” ข้าเต็มไปด้วยความสงสัย ส่วนยายดูจะร้อนใจ เมื่อเห็นว่าข้าและหู่จื่อไม่ส่งเสียง ก็เอ่ยถามต่อด้วยเสียงแหบพร่า “พ่อหนุ่ม ข้าถามพวกเจ้า ตอบเร็ว เจ้าว่าข้าเหมือนอะไร เหมือนคนหรือเหมือนเทพ?”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ข้าราวกับถูกสายฟ้าฟาด ชะงักแข็งค้างอยู่กับที่
เพราะข้านึกถึงตำนานพิสดารที่อาจารย์เคยเล่าให้ข้าฟัง
ตำนานเล่าว่า สัตว์ร้ายพวกพรายภูตผีปิศาจ เมื่อจะบรรลุธรรมต้องขวางทางขอคน ถามเจ้าว่ามันเหมือนคนหรือเหมือนเทพ เรียกว่า การขอเปิดทาง
หากเจ้าบอกว่ามันเหมือนคน พรนั้นก็สูญสิ้น
หากเจ้าบอกว่ามันเหมือนเทพ มันก็จะบรรลุ แต่ภายหลังจะยังคงพัวพันเจ้า ยืมชะตาเจ้าต่อไป
คิดได้ดังนั้น ข้าอดกลืนน้ำลายไม่ได้ จ้องมองดูอีกครั้ง ก็พบว่านั่นไม่ใช่ยายแก่เลย แต่เป็นตัวเซี่ยงผีที่สวมเสื้อผ้าของยายแก่ ยืนเดินด้วยสองขาชัด ๆ!
ข้าตกใจจนเหงื่อเย็นซึมท่วมตัว แต่เสียงแหบพร่านั้นก็ดังขึ้นอีกครั้ง เร่งรัดไม่หยุด “ตอบเร็ว ตอบเร็ว...”
ขณะที่ข้ากำลังไม่รู้จะตอบอย่างไร หู่จื่อที่หน้าแดงก่ำเพราะเมาเหล้ากลับเอ่ยขึ้นมาทันใด
“ข้าว่าเจ้าเหมือนไอ้โง่”