เมื่อเห็นคนทยอยกลับกันไปเกือบหมดแล้ว หวังกุ้ยจือก็ยังไม่ค่อยยอมแพ้ พึมพำว่า “ตาเฒ่า เสบียงของเราถูกขโมยไปเปล่า ๆ แบบนี้ แล้วจะเอาคืนมาไม่ได้เลยหรือ?”
หวังโส่วเถียนถอนหายใจ “ไม่อย่างนั้นจะให้ทำยังไง? ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครเป็นคนทำ อีกไม่กี่วันวั่งซูก็กลับมาแล้ว ค่อยถามเขาดูว่ามีวิธีดี ๆ ไหม”
หวังกุ้ยจือยกสองมือกุมอก “นั่นมันเงินทั้งนั้นเลยนะ หายไปแบบนี้ได้ยังไง! เจ็บใจจะตายอยู่แล้ว!”
พอเห็นหวังชุ่ยหลันยืนอยู่ด้านหลัง นางก็พูดอย่างโมโหว่า “สะใภ้ใหญ่ ยืนทำอะไรอยู่ตรงนั้น ยังไม่รีบไปทำกับข้าวอีก!”
พูดจบก็มองจ้าวหลันตาขวางอีกครั้ง วันนี้นางเอาเปรียบไม่ได้ก็จริง แต่ไม่ช้าก็เร็วจะต้องจัดการพวกนางให้ได้
หวังชุ่ยหลันยิ้มประจบอย่างระมัดระวัง “ท่านแม่ เข้าใจแล้ว แล้วพรุ่งนี้ยังจะทำเต้าหู้อีกไหมเจ้าคะ?”
หวังกุ้ยจือถลึงตาใส่นาง “จะทำอะไรอีก ไม่เห็นหรือว่าถั่วหมดแล้ว?”
ตอนนั้นเอง หลี่จินเป่าเจ้าหนูอ้วนก็วิ่งเข้ามาจากหน้าประตู “ท่านย่า... ท่านย่า คนข้างนอกบอกว่าเสบียงบ้านเราถูกขโมยไป จริงหรือเปล่า?
แล้วต่อไปข้าจะไม่มีไข่กินแล้วหรือ?”
หวังกุ้ยจือรีบกอดเขาทันที “ใช่แล้ว ถูกไอ้คนชั่วขโมยไป แต่ไข่ของหลานรักจะขาดได้ยังไงล่ะ”
หลี่จินเป่ายิ้มพลางโอบคอหวังกุ้ยจือไว้ “ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านย่าดีกับข้าที่สุด”
หวังกุ้ยจือหอมแก้มหลี่จินเป่าหนึ่งที “ปากหวานที่สุดก็ต้องจินเป่าของย่านี่แหละ” พูดจบก็อุ้มเขาเดินออกไป
จ้าวหลันมองคนเหล่านั้นที่เดินจากไปแล้ว ก่อนจะพาเด็ก ๆ กลับห้อง
เมื่อนางปิดประตูห้องเรียบร้อย ก็หันมามองหลี่หว่านชิงอย่างจริงจังแล้วถามว่า “หว่านชิง เรื่องนี้เป็นฝีมือลูกใช่ไหม?”
