ตอนที่ 004 อยู่หรือไป? ป้าเฟิ่งร้อนใจ
“เฟิ่งอิง แกเบื่อชีวิตหรือว่าสมองโดนลาเตะกันแน่?!”
เสียงตะโกนของหลิวเฉวียนฟ้าดังราวกับฟ้าร้อง สะเทือนจนกระดาษกรุหน้าต่างบ้านแถวหลังร้านสหกรณ์สั่นระริก
เฟิ่งอิงยืนอยู่หน้าเตาไฟ ใช้ทัพพีเหล็กชี้หน้าอีกฝ่าย “หลิวเฉวียนฟ้า แกเบาเสียงหน่อย! เด็กกำลังนอนอยู่บนเตียงนั่น!”
“ยังจะปกป้องอีกนะ!” หลิวเฉวียนฟ้าเปิดม่านประตู ชะโงกมองไปบนเตียง แล้วลดเสียงลง แต่น้ำเสียงกลับดุดันกว่าเดิม “แกเก็บเด็กสาวที่ใส่ชุดแดงอย่างกับเจ้าสาวกลับบ้าน แกคิดบ้างไหมว่ามันหมายความว่าไง? นั่นมันแต่งงานกับผี! แต่งงานกับผี! ตระกูลหวังทุ่มเงิน 200 หยวนซื้อคนไว้ แกดันมาซ่อนไว้ที่บ้าน ถ้าพวกมันตามมาหาถึงที่ แกจะรับมือไหวเรอะ?”
เฟิ่งอิงเงียบ
เธอรู้ดีว่ามันหมายความว่าไง
เธอทำงานในร้านสหกรณ์มาเกือบ 10 ปี คนทุกประเภทก็เคยเห็นมาหมด กฎเกณฑ์ในแถบนี้เธอรู้ดี—ถึงแม้การแต่งงานกับผีจะถูกทางการสั่งห้าม แต่ในชนบทที่ห่างไกล เรื่องแบบนี้ยังมีให้เห็นไม่รู้จบ โดยเฉพาะครอบครัวอย่างตระกูลหวังที่ควักเงิน 200 หยวนซื้อคนเป็นๆ มาส่งคนตาย ถ้าทำ “ของ” หาย พวกมันไม่มีทางยอมเลิกง่ายๆ
หลิวเฉวียนฟ้าเป็นเพื่อนบ้านข้างๆ ทำงานเป็นผู้ดูแลคลังสินค้าในร้านสหกรณ์ รู้จักมักคุ้นกับเฟิ่งอิงมากว่าสิบปี
เขาเป็นคนขี้ขลาดกลัวปัญหา แต่ก็ไม่ใช่คนเลว สิ่งที่เขากลัวจริงๆ คือการมีเอี่ยว
“เฟิ่งอิง ฉันขอพูดตรงๆ เลยนะ” หลิวเฉวียนฟ้าลูบมือไปมา น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย “แกเป็นแม่ม่าย อยู่ตัวคนเดียวที่นี่ แล้วยังเก็บเด็กไม่รู้หัวนอนปลายเท้านี้ไว้ที่บ้าน ถ้าข่าวแพร่ออกไป... ชาวบ้านจะว่ายังไง? แล้วถ้าตระกูลหวังตามมาจริงๆ แกผู้หญิงคนเดียว จะรับมือยังไง?”
เฟิ่งอิงวางทัพพีเหล็กลงบนเตาไฟแรงๆ จนน้ำแกงโจ๊กข้าวโพดกระเด็น
“หลิวเฉวียนฟ้า แกเคยเห็นมือเด็กนั่นหรือเปล่า?”
“หา?”
“เล็บมือทั้งสิบนิ้วปริเปิด แผลยาวสามนิ้วบนหน้าผาก แผ่นหลังเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นเก่า เด็กหญิงอายุสี่ขวบครึ่ง กลางฤดูหนาวเดินเท้าเปล่าในหิมะวิ่งมาทั้งคืน” เสียงของเฟิ่งอิงสั่นเทา แต่ไม่ใช่เพราะกลัว มันเป็นเพราะโมโห “แล้วแกยังจะให้ฉันโยนเธอออกไป? ให้ฉันส่งเธอกลับตระกูลหวัง? นั่นเท่ากับส่งเธอไป—ให้เธอนอนในโลงศพกับคนที่ตายมาแล้วสามวันถูกฝังไปด้วยกันงั้นเรอะ?!”
หลิวเฉวียนฟ้าอ้ำอึ้ง
เขาอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก
ในห้องเงียบไปชั่วขณะ
บนเตียงมีเสียงดังแผ่วเบา
เฟิ่งอิงหันไปมอง—เนี่ยนเนี่ยนตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ กำลังขดตัวอยู่ใต้ผ้าห่มมุมเตียง เหลือบหน้าครึ่งซีกออกมา
ใบหน้าเล็กๆ นั้นยังมีรอยแผลจากหิมะกัดและรอยถลอก บาดแผลบนหน้าผากพันด้วยผ้า มีรอยเลือดจางๆ ซึมออกมา
ดวงตาดำขลับคู่นั้นจ้องเขม็งไปที่หลิวเฉวียนฟ้า ในแววตาไม่มีน้ำตา มีเพียงความตื่นตัวและระแวดระวังที่ไม่เข้ากับอายุของเธอเลย
เหมือนสัตว์ตัวเล็กๆ พร้อมจะวิ่งหนีตลอดเวลา
หลิวเฉวียนฟ้าสบตาคู่นั้น ใจสั่นวูบ
ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะสลด
เขาใช้ชีวิตมาหกสิบกว่าปี ตัวเองก็มีลูกหลาน เขารู้ว่าเด็กสี่ขวบควรเป็นยังไง—
ควรจะกลิ้งเกลือกไปตามพื้น ร้องไห้เสียงดัง หรือพอเจอคนแปลกหน้าก็วิ่งเข้าไปซบอกแม่
ไม่ใช่ทำท่าแบบนี้
ไม่ควรนอนขดอยู่ตรงมุม ไม่ส่งเสียง มีแต่สิ่งที่อยู่ในสายตาแบบผู้ใหญ่
หลิวเฉวียนฟ้ากลืนน้ำลาย หันหน้าหนีไปทางอื่น
“ฉันไม่ยุ่งแล้ว” เขาพูดเสียงทึม “แกจัดการเอาเอง แล้วถ้าเกิดเรื่องขึ้น อย่ามาโทษว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน”
ม่านประตูสะบัด คนเดินจากไป
เฟิ่งอิงถอนหายใจยาว
เธอยกโจ๊กข้าวโพดอุ่นๆ ชามหนึ่งเดินไปที่เตียง ย่อตัวลงตรงหน้าเนี่ยนเนี่ยน
“หนู หิวแล้วใช่ไหม? มากินโจ๊กก่อน”
เนี่ยนเนี่ยนละสายตาจากม่านประตู มามองที่หน้าเฟิ่งอิง
เธอไม่ได้รับชามไปทันที
“ป้า” เสียงเนี่ยนเนี่ยนยังแหบแห้ง ราวกับกระดาษทรายลากกัน “ลุงคนนั้นพูดถูก หนูจะเดือดร้อนป้าไม่ได้”
เฟิ่งอิงชะงัก
เธอนึกว่าตัวเองฟังผิด
เด็กอายุสี่ขวบครึ่งพูดว่า “หนูจะเดือดร้อนป้าไม่ได้”—นี่รู้มาจากไหน?
ไม่ใช่ ไมใช่รู้มา
มันถูกบังคับให้เป็น
จมูกเฟิ่งอิงร้อนผ่าว เธออดกลั้นไว้สุดแรง
“กินโจ๊ก” เธอยัดชามใส่มือเนี่ยนเนี่ยน น้ำเสียงแข็งกร้าว “อย่าคิดอะไรไร้สาระ ตอนนี้เธอมีหน้าที่อย่างเดียว—พักฟื้นร่างกายให้แข็งแรง”
เนี่ยนเนี่ยนก้มมองโจ๊กข้าวโพดสีเหลืองทองในชาม ไอร้อนกรุ่นกระทบใบหน้า อบอุ่นละมุน
เธอยกชามขึ้น จิบทีละน้อย
จิบไปได้ครึ่งหนึ่ง มือสั่นเล็กน้อย เกือบทำชามหก
เฟิ่งอิงยื่นมือประคองก้นชามไว้
เนี่ยนเนี่ยนเงยหน้าขึ้น ริมฝีปากเปื้อนโจ๊ก ขอบตาแดงก่ำ แต่ก็ยังไม่ร้องไห้
“ป้า หนูไปหาพ่อได้ไหม?”
เฟิ่งอิงล้วงกระดาษที่พับไว้จากกระเป๋าเสื้อด้านในของเสื้อแจ็กเกตผ้าฝ้าย กางออกดูอีกครั้ง
“กู้เยี่ยนชิว บ้านเฉิงเจียวัน อำเภอชิงเหอ”
เธอพับกระดาษอย่างระมัดระวัง เก็บกลับเข้ากระเป๋า
“ได้ ป้าจะหาทางช่วย”
บ่ายวันนั้น เฟิ่งอิงฝากงานในร้านสหกรณ์ไว้กับเสี่ยวเฉินที่เคาน์เตอร์ แล้วตัวเองรีบไปที่ไปรษณีย์ในตำบล
ที่ทำการไปรษณีย์ตำบลไป๋หม่ามีแค่สองห้อง มีบุรุษไปรษณีย์หนึ่งคน พนักงานรับสายหนึ่งคน แล้วก็มีเฒ่าโจวที่ส่งจดหมายตามทางชนบทอีกคน
เฒ่าโจวมีชื่อเต็มว่าโจวฉางซุ่น อายุห้าสิบกว่า ร่างสูงผอม ขี่จักรยานตลอดปี ส่งจดหมายหนังสือพิมพ์ระหว่างตำบลไป๋หม่ากับสหกรณ์ใกล้เคียง
เส้นทางส่งจดหมายของเขาจะไปทางตะวันออก ผ่านสามสหกรณ์ ไกลสุดถึงอำเภอชิงเหอ
เฟิ่งอิงดักรอเฒ่าโจวที่เพิ่งกลับจากส่งจดหมายที่หน้าประตูไปรษณีย์
“พี่ฉางซุ่น ฉันขอร้องอะไรหน่อย”
เฒ่าโจวจอดจักรยานพิงกำแพง ถอดหมวกหนังหมามาปัดหิมะ “เรื่องอะไร?”
“พรุ่งนี้พี่ไปเส้นทางตะวันออก ช่วยพาคนไปส่งที่อำเภอชิงเหอหน่อย”
เฒ่าโจวอึ้ง “พาใคร?”
“เด็กหญิงตัวเล็กๆ อายุสี่ขวบครึ่ง จะไปหาพ่อที่อำเภอชิงเหอ”
เฒ่าโจวขมวดคิ้วทันที “เฟิ่งอิง แกจะทำอะไร? ฉันส่งจดหมาย ไม่ใช่ส่งคน เด็กสี่ขวบ ถ้าเกิดเรื่องระหว่างทาง ใครจะรับผิดชอบ?”
เฟิ่งอิงหยิบเงินสามหยวนจากกระเป๋า วางลงบนเบาะจักรยานของเฒ่าโจว
สามหยวน
เบี้ยเลี้ยงหนึ่งเดือนของเฒ่าโจวยังแค่สี่หยวนห้าเหมา
เขาจ้องเงินสามหยวนนั้นอยู่นาน สีหน้าเปลี่ยนไปหลายตลบ
“ที่จริงมันเป็นยังไงกันแน่?”
เฟิ่งอิงลดเสียงลง เล่าเรื่องโดยคร่าว
ไม่ได้พูดเรื่องแต่งงานกับผี พูดแค่ว่าเด็กถูกพวกค้ามนุษย์ลักพาตัวมา แล้วหนีออกมา มีที่อยู่ของพ่อติดตัว จะไปส่งที่อำเภอชิงเหอ
พอได้ยินคำว่า “พวกค้ามนุษย์” สีหน้าเฒ่าโจวเปลี่ยนไปทันที
ในชนบทจีนปี 1964 การลักพาตัวเด็กไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ก็ไม่มีใครอยากยุ่งเกี่ยวด้วย
เฒ่าโจวลังเลอยู่นาน
“ฉันคงพาไปส่งได้แค่ถึงอำเภอชิงเหอ” ในที่สุดเขาก็พูด “พอถึงที่แล้ว เธอต้องหาใครไปต่อเอง บ้านเฉิงเจียวันฉันไม่ไป ทางเข้าต้องเดินเท้าเข้าไปอีก 30 ลี้ จักรยานฉันปั่นเข้าไปไม่ได้”
“ตกลง!” เฟิ่งอิงตอบรับทันที “ถึงอำเภอชิงเหอก็พอ ที่เหลือฉันจะหาทางอื่นเอง”
คืนนั้น เฟิ่งอิงต้มบะหมี่ร้อนให้เนี่ยนเนี่ยนหนึ่งชาม พร้อมใส่ไข่ดาวในน้ำอีกหนึ่งฟอง
ยุคนี้ไข่มีค่ามาก ฟองนึงแลกได้ห้าเซิน
เนี่ยนเนี่ยนถือชาม จ้องมองไข่ขาวอวบอ้วนตากลมโตไม่กะพริบ
“กินสิ” เฟิ่งอิงเร่งเธอ
เนี่ยนเนี่ยนคีบไข่ออกจากชาม วางไว้ที่ขอบชามของเฟิ่งอิง
“ป้ากินเถอะ ป้าทำงานเหนื่อยมาทั้งวัน”
มือเฟิ่งอิงชะงัก
เธอก้มมองไข่ฟองที่ถูกตะเกียบคีบจนผิดรูปไปเล็กน้อย รู้สึกจุกแน่นในลำคอ
“ป้าไม่ชอบกินไข่ กินเถอะ” เฟิ่งอิงคีบไข่กลับไปใส่ชามเนี่ยนเนี่ยน
เนี่ยนเนี่ยนไม่ปฏิเสธอีก
เธอกินบะหมี่และไข่จนหมด แม้แต่ซุปก็ซดเกลี้ยง
แล้วเธอวางชาม ค่อยๆ คลานลงจากเตียง ยืนตัวตรง
“ป้า”
“หือ?”
“หนูไปพรุ่งนี้แล้วนะ”
“อืม”
เนี่ยนเนี่ยนจ้องมองเฟิ่งอิงตรงๆ ดวงตาสีดำขลับคู่นั้นบรรจุความรู้สึกมากมาย—ความกตัญญู รู้สึกผิด และความหวังเล็กๆ จางๆ ที่ไม่แน่นอน
เธอก้มเอว โค้งคำนับเฟิ่งอิงอย่างจริงจัง
ไม่ใช่การก้มหัวแบบเด็กๆ ที่เอนไปมา แต่เป็นการโค้งคำนับเต็มรูปแบบ เอวโค้งเกือบเก้าสิบองศา
“ป้า หนูจำป้าไว้แล้ว”
เสียงของเนี่ยนเนี่ยนยังเจือความเด็กน้อย แต่ทุกคำพูดชัดถ้อยชัดคำ
“สักวันหนูจะตอบแทนป้าแน่”
เฟิ่งอิงจมูกร้อนผ่าวอย่างแรง จึงเบือนหน้าหนี แสร้งไปสุมไฟในเตา
“พอเถอะๆ เอาตัวให้รอดก่อนเถอะ”
น้ำเสียงเธออู้อี้ เปลวไฟในเตาสะท้อนใบหน้าด้านหนึ่งเป็นสีแดง แต่อีกด้านหนึ่งซ่อนอยู่ในเงามืด มองไม่เห็นสีหน้า
เช้าวันรุ่งขึ้น ฟ้ายังไม่สว่างดี เฟิ่งอิงก็ห่อตัวเนี่ยนเนี่ยนด้วยเสื้อแจ็กเกตผ้าฝ้ายเก่าๆ แล้วพันผ้าพันคอของตัวเองทับอีกชั้น มัดเด็กจนเหมือนข้าวต้มมัด
จักรยานของเฒ่าโจวจอดอยู่หน้าไปรษณีย์แล้ว มีถุงไปรษณีย์ผ้าใบผูกไว้บนเบาะหลัง
เฟิ่งอิงอุ้มเนี่ยนเนี่ยนขึ้นไปบนเบาะ ให้เธอนั่งข้างถุงไปรษณีย์ ใช้เชือกผูกเอวไว้อ้อมๆ กันไม่ให้เธอตก
“พอถึงอำเภอชิงเหอ หาคนถามทางไปบ้านเฉิงเจียวัน” เฟิ่งอิงกำชับเป็นครั้งสุดท้าย “จำชื่อพ่อไว้ให้ดีนะ—”
“กู้เยี่ยนชิว” เนี่ยนเนี่ยนต่อความ เสียงเบาแต่มั่นคง “บ้านเฉิงเจียวัน”
เฟิ่งอิงพยักหน้า
เธอล้วงกระดาษแผ่นนั้นออกจากกระเป๋า ลังเลเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ให้เนี่ยนเนี่ยน กลับสอดเข้าไปในกระเป๋าชั้นในสุดของเนี่ยนเนี่ยน แล้วเย็บปิดอย่างลวกด้วยเข็มสองเข็ม
“กระดาษอยู่ตรงนี้ อย่าทำหาย”
เฒ่าโจวขึ้นคร่อมจักรยาน หันมามองเด็กน้อยบนเบาะหลัง “นั่งดีๆ นะ ทางขรุขระ อย่าปล่อยมือ”
เนี่ยนเนี่ยนใช้มือเล็กๆ สองข้างจับโครงเหล็กเบาะหลังแน่น ปลายนิ้วยังพันด้วยผ้าก๊อซที่เฟิ่งอิงพันให้
จักรยานเริ่มเคลื่อน
เฟิ่งอิงยืนหน้าไปรษณีย์ มองเงาร่างเล็กใหญ่ที่ค่อยๆ ไกลออกไป เล็กลงไป ตามทางดิน
ลมเหนือพัดกรูเข้าใส่คอเสื้อ เธอหนาวจนสั่นสะท้าน
“เอาตัวให้รอดก่อนเถอะ” ประโยคเมื่อกี้เหมือนพูดให้เนี่ยนเนี่ยนฟัง แต่ก็เหมือนพูดให้ตัวเองฟัง
เธอไม่รู้ว่าเด็กหญิงที่ผอมราวกับก้านฟืนนี้จะมีชีวิตอยู่ถึงบ้านเฉิงเจียวันหรือเปล่า
ยิ่งกว่านั้น เธอไม่รู้เลยว่า ต่อให้ไปถึงแล้ว ผู้ชายที่ชื่อกู้เยี่ยนชิว—ผู้ชายที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีลูกสาว—จะพึ่งพาได้หรือไม่
เฟิ่งอิงยกมือขยี้จมูกที่เริ่มแสบ แล้วหันหลังเดินเข้าร้านสหกรณ์
ส่วนจักรยานของเฒ่าโจวก็เลี้ยวผ่านต้นแคระยักษ์ที่ปากตำบล หายเข้าไปในหมอกยามเช้าสีหม่น
บนเบาะหลัง เนี่ยนเนี่ยนหันกลับมามองไปทางตำบลไป๋หม่า
ในดวงตาเธอไม่มีน้ำตา
แต่ริมฝีปากขยับ เปล่งเสียงแผ่วเบา ทีละคำ เป็นคำสี่คำ
ขอบคุณนะป้า
แล้วเธอก็หันหน้ากลับ เผชิญกับข้างหน้า
ทิศตะวันออก
พ่ออยู่ทางทิศตะวันออก
จักรยานกระเด้งกระดอนบนทางดินที่แข็งเป็นหิน เพราะทุกหลุมบ่อทำให้กระดูกของเนี่ยนเนี่ยนกระทบกันดังกร็อบแกร็บ
เฒ่าโจวไม่ค่อยพูด หันกลับมามองบ้างเป็นครั้งคราว เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กไม่ตกลงไป
ข้างทางเป็นทุ่งนาโล่งเตียน มีตอซังข้าวสีเหลืองน้ำตาลโผล่พ้นหิมะขาวโพลน ราวกับฟันที่หักเป็นแถว
ไกลออกไปมีเสาไฟฟ้าเอียงๆ ตั้งอยู่บ้าง บนสายไฟมีนกกระจอกสีเทาหม่นเกาะเรียงเป็นแถว
เนี่ยนเนี่ยนนั่งกอดเข่าอยู่บนเบาะหลัง ลมหนาวปะทะหน้าจนแดงก่ำ
แต่เธอไม่รู้สึกหนาว
เทียบกับความมืดและกลิ่นเน่าเหม็นในโลงศพ เทียบกับความเจ็บของเท้าเปล่าที่เหยียบกรวดหิมะในคืนหิมะตกเมื่อคืนนี้ หนาวแค่นี้มันอะไร?
เธอยังมีชีวิตอยู่
เธอกำลังไปหาพ่อ
แค่นี้ก็พอแล้ว