บทที่ 5 คนที่ตาไม่ยิ้มด้วย เชื่อไม่ได้!
“หนูน้อย ถึงแล้ว อำเภอชิงเหอถึงแล้ว ลงได้”
เฒ่าโจวจอดจักรยานลงบนลานดินตรงหน้าสถานีขนส่งทางไกลอำเภอชิงเหอ ก่อนหันไปตบไหล่เนี่ยนเนี่ยน
ขาของเนี่ยนเนี่ยนนั่งจนชา ตอนไถลตัวลงจากเบาะหลังเกือบล้ม
เธอเกาะราวท้ายจักรยานไว้ ยืนตั้งหลักได้แล้วเงยหน้ามองรอบตัว
สถานีขนส่งทางไกลอำเภอชิงเหอเป็นอาคารอิฐมอญเตี้ย ๆ หลังคามุงกระเบื้อง
หน้าประตูมีป้ายไม้ตั้งอยู่ เขียนด้วยสีแดงว่า “สถานีขนส่งอำเภอชิงเหอ” ห้าตัว
สีหลุดลอกไปเกือบหมดแล้ว
ลานหน้าสถานีมีรถโดยสารเก่า ๆ จอดอยู่สองคัน
ตัวรถขึ้นสนิม ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ปิดกระจกกันลม
ชาวบ้านใส่เสื้อสำลีไม่กี่คนนั่งยอง ๆ ริมกำแพงตากแดดกัดเมล็ดแตงโมเล่น พื้นเต็มไปด้วยเปลือกเมล็ดแตงโม
หน้าประตูมีลุงแก่ขายมันหวานปิ้ง เตามีควันสีขาวลอยขึ้นมา ข้าง ๆ ยังมีคนตั้งแผง ตะกร้าไม้ไผ่วางไข่ตุ๋นชาที่ดูช้ำ ๆ ไว้
วุ่นวาย แออัด และไม่คุ้นตา
เนี่ยนเนี่ยนยืนอยู่ตรงนี้ ตัวเล็กบอบบางราวกับต้นถั่วงอกที่ถูกลมพัดจนโย้
เฒ่าโจวขึ้นคร่อมจักรยานแล้ว
“บ้านเฉิงเจียวันอยู่ทางใต้ เข้าไปถามดูว่ารถคันไหนไปถึง” เฒ่าโจวชี้ไปทางหน้าต่างจำหน่ายตั๋วของสถานีขนส่ง ชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วล้วงเงินสองเหมาส่งให้เธอ “ถือไว้ ซื้อมันหวานรองท้อง”
เนี่ยนเนี่ยนรับเงินสองเหมามา กำไว้ในมือ
“ขอบคุณลุงโจวค่ะ”
เฒ่าโจวไม่พูดอะไรอีก ปั่นรถจากไป
เนี่ยนเนี่ยนมองแผ่นหลังของเขาหายไปตรงปากซอย ก้มลงมองเงินสองเหมาในมือ
เหรียญมีลายรวงข้าว พออุ่นในมือจนรู้สึกถึงความร้อนอ่อน ๆ
เธอไม่รีบไปซื้อมันหวาน
เธอกำลังสังเกต
แม่เคยบอกว่า “เนี่ยนเนี่ยน เวลาอยู่ที่แปลก ๆ ให้ดูให้ดีก่อนค่อยเดิน มองให้ออกว่าตรงไหนมีคน ตรงไหนไม่มี ตรงไหนซ่อนตัวได้”
หน้าสถานีขนส่งคนไม่มาก แต่คนสัญจรไปมาล้วนเป็นผู้ใหญ่
ไม่มีเด็กตัวเล็ก ๆ แบบเธอมาคนเดียว
เธอเด่นเกินไป
เนี่ยนเนี่ยนยังยืนคิดอยู่ว่าจะไปทางไหนดี ร่างหนึ่งก็เดินเข้ามา
เป็นผู้หญิงวัยกลางคน ดัดผมม้วนยาว ใส่เสื้อโค้ตผ้าฝ้ายสีกาแฟ ทาหน้าด้วยบลัชออนบาง ๆ
หน้าสถานีขนส่งอำเภอบ้าน ๆ ที่นี่ คนแต่งตัวแบบนี้เรียกได้ว่าสะดุดตา
ผู้หญิงย่อตัวลง ให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับเนี่ยนเนี่ยน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“ตายแล้ว เด็กน้อยตัวนิดเดียว มาคนเดียวเหรอ”
เนี่ยนเนี่ยนไม่ตอบ ถอยหลังไปครึ่งก้าว
“หนูหลงทางหรือเปล่า ป้าเองก็จะไปทางใต้เหมือนกัน พาไปด้วยดีไหม” เสียงผู้หญิงหวานเจื้อยแจ้ว ยื่นมือมาลูบหน้าเนี่ยนเนี่ยน
เนี่ยนเนี่ยนเอียงหัวหลบ มือนั้นเลยพลาดไป
เธอเห็นมือนั้นแล้ว
ซอกเล็บมีสิ่งสกปรกสีดำ ๆ เทา ๆ ติดอยู่—ไม่ใช่ดิน แต่เป็นขี้บุหรี่
ข้อมือมีรอยรัดสีแดงจาง ๆ เหมือนเพิ่งถูกเชือกหรือลวดมัด
เนี่ยนเนี่ยนเลื่อนสายตาขึ้น มองไปที่ใบหน้าผู้หญิง
ผู้หญิงคนนั้นกำลังยิ้ม
มุมปากโค้ง
แต่ตาไม่โค้ง
ดวงตานั้นราบเรียบ ราวกับกระจกสองแผ่นไร้อุณหภูมิ เวลายิ้มเปลือกตาไม่ได้กระตุกเลยสักนิด
เสียงของแม่ระเบิดขึ้นในหัวเนี่ยนเนี่ยนอย่างกะทันหัน
นั่นคือคำที่ซ่งหว่านชิงสอนเธอไว้เป็นพันครั้งตอนยังมีชีวิต—
“เนี่ยนเนี่ยน จำไว้นะ คนที่เวลายิ้มแล้วตาไม่โค้งด้วย เชื่อไม่ได้ พวกนั้นคิดในใจกับที่พูดออกมาไม่เหมือนกัน”
แผ่นหลังของเนี่ยนเนี่ยนเกร็งขึ้นทันที
เธอถอยหลังอีกก้าว หลังพิงกำแพง
“ไม่เอา” เสียงเนี่ยนเนี่ยนเบามาก แต่ชัดเจน “หนูรอพ่อ พ่อจะมาแล้ว”
สีหน้าผู้หญิงเปลี่ยนไปชั่วขณะ
เพียงเสี้ยววินาทีสั้น ๆ ราวสายฟ้าแลบเหนือผิวน้ำ
จากนั้นรอยยิ้มก็กลับมาอีก ดูตื่นเต้นกว่าเก่า “พ่อหนูอยู่ไหนล่ะ อากาศหนาวขนาดนี้ ให้เด็กตัวคนเดียวอยู่ข้างนอกอันตรายนะ ป้าข้างทางนั้นมีข้าวร้อน—”
พูดพลางเอื้อมมือมาดึงแขนเนี่ยนเนี่ยน
เนี่ยนเนี่ยนหดตัววูบเดียว คล้ายแมวที่ตกใจ หลังแนบกำแพง สองตาจ้องเขม็งมือที่ยื่นมา
“อย่าแตะตัวหนู!”
เนี่ยนเนี่ยนขึ้นเสียงดังขึ้นทันที เสียงแหลมบาดหู ชาวบ้านไม่กี่คนที่นั่งกัดเมล็ดแตงโมอยู่หน้าสถานีขนส่งหันมามอง
มือผู้หญิงชะงักค้างกลางอากาศ
ตอนนั้นเอง เสียงตวาดแหบ ๆ ดังมาจากด้านข้าง
“แกทำอะไร เด็กนั่นรู้จักแกหรือเปล่า”
คนพูดคือลุงแก่ขายไข่ตุ๋นชา
เขาอายุห้าสิบกว่า ใส่หมวกผ้าฝ้ายเก่า ๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยย่นราวมีดกรีด แต่ดวงตาคู่นั้นสว่างวาบ
มือถือตะเกียบไม้ไผ่ ชี้ไปที่ผู้หญิงผมดัด
“ฉันเห็นแกวนอยู่แถวนี้ตั้งนาน มัวแต่เข้าใกล้เด็กเล็ก ๆ แกเป็นใคร”
ผู้หญิงคนนั้นสีหน้าชะงักงัน
เธอยืนขึ้น มุมปากกระตุกยิ้มไม่จริงใจ “เสือก แค่ฉันคุยกับเด็กนี่ เกี่ยวกับแกอะไร”
ลุงแก่เอาไม้ไผ่ฟาดลงตรงขอบหม้อ “เป๊ง” เสียงกังวานใส
“เรื่องบนถนนในอำเภอชิงเหอก็คือเรื่องของฉัน ถ้าแกเป็นญาติกับเด็ก ก็เรียกให้มันเรียกแกสักคำ ถ้าไม่ใช่—รีบไปไกล ๆ เลย อย่าให้ฉันต้องเรียกหน่วยรักษาความสงบมานะ”
หน้าผู้หญิงคนนั้นเสียสุด ๆ
เธอจ้องเขม็งลุงแก่แวบหนึ่ง แล้วมองเนี่ยนเนี่ยนอีกแวบหนึ่ง เม้มปาก แล้วหมุนตัวเดินจากไป
เดินเร็วมาก เพียงไม่กี่ก้าวก็เลี้ยวเข้าซอยข้างสถานีขนส่ง หายวับไป
เนี่ยนเนี่ยนรอจนผู้หญิงคนนั้นหายไปหมดแล้วถึงปล่อยร่างที่เกร็งตลอดเวลาให้คลายลง
แผ่นหลังเธอเย็นเฉียบไปด้วยเหงื่อ เสื้อสำลีข้างในเปียกโชก
ลุงแก่ขายไข่ตุ๋นชาคนนั้นเดินมา ย่อตัวลงตรงหน้า พินิจพิเคราะห์เธอ
ลุงแก่คนนี้ชื่อเฉิงฝูหลาย ตั้งแผงขายไข่ตุ๋นชาอยู่หน้าสถานีขนส่งอำเภอชิงเหอมาสามปี เมื่อก่อนเขาเป็นนักบัญชีของสหกรณ์ พอเกษียณไม่มีอะไรทำ หน้าหนาวก็ต้มไข่ตุ๋นชาขาย หาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ
“หนู เป็นลูกใคร” น้ำเสียงเฉิงฝูหลายไม่ดุ แต่ก็ไม่ได้อ่อนโยนเท่าไหร่ “ผู้ใหญ่ล่ะ ทำไมถึงอยู่คนเดียวที่นี่”
เนี่ยนเนี่ยนเม้มปาก ไม่ตอบทันที
เธอกำลังตัดสินคนนี้
มือลุงแก่มีหนังหนา ตัดเล็บสม่ำเสมอ ไม่มีขี้บุหรี่
เวลาพูดขมวดคิ้ว แต่ตากลับโค้ง
เนี่ยนเนี่ยนเอ่ยปาก “คุณตา หนูจะไปบ้านเฉิงเจียวัน คุณตารู้จักบ้านเฉิงเจียวันไหม”
สีหน้าเฉิงฝูหลายเปลี่ยนไป
“บ้านเฉิงเจียวัน” เขาทวนคำ “หนูจะไปทำอะไรที่บ้านเฉิงเจียวัน”
“ไปหาพ่อ”
“พ่อหนูชื่ออะไร”
“กู้เยี่ยนชิว”
เปลือกตาของเฉิงฝูหลายกระตุก
ริมฝีปากเขาขยับ เหมือนจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็กลืนกลับลงไป
เขาจ้องเนี่ยนเนี่ยนอยู่นานหลายวินาที
สายตากวาดจากใบหน้าไปจนถึงหน้าผากที่พันผ้าพันแผล นิ้วที่พันผ้ากอซ
แล้วก็เสื้อสำลีเก่าที่มีรอยปะชุน
นี่ไม่ใช่เด็กที่คนในบ้านดูแลอย่างดี
“หนูมาจากไหนคนเดียว” เฉิงฝูหลายลดเสียงลง
“ตำบลไป๋หม่า มีป้าคนหนึ่งให้ลุงโจวพาหนูมาค่ะ”
“แม่หนูล่ะ”
เนี่ยนเนี่ยนเงียบไปครู่หนึ่ง
“แม่หนูตายแล้ว”
สามคำนี้ออกมาจากปากเด็กหญิงสี่ขวบ
ไม่มีเสียงสะอื้น ไม่มีสั่นเครือ ราบเรียบราวกับพูดว่า “วันนี้หิมะตก”
แต่ความราบเรียบนี้เอง ที่ทำให้อกของเฉิงฝูหลายเหมือนถูกใครกำ
เขายืนขึ้น ไม่ถามอะไรอีก
ช้อนไข่ตุ๋นชาขึ้นมาจากหม้อสองฟอง ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์เก่ารอง ส่งมาตรงหน้าเนี่ยนเนี่ยน
“กินก่อน”
เนี่ยนเนี่ยนก้มมองไข่ตุ๋นชาสองฟองนั่น เปลือกสีน้ำตาลมีรอยร้าวสม่ำเสมอ ไอร้อนลอยขึ้นมา กลิ่นหอมฉุนของซีอิ๊วและใบชาคละเคล้ากัน
ท้องเธอร้อง “โครกคราก”
เธอจำไม่ได้แล้วว่าอิ่มดี ๆ ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ป้าจ้าวทำบะหมี่ให้ กินหมดเกลี้ยง แต่นั่นก็ตั้งแต่เมื่อคืนวานแล้ว
เนี่ยนเนี่ยนรับไข่ตุ๋นชามา แกะเปลือกออก แล้วกินอย่างเอร็ดอร่อย
กินเสร็จ เอาเปลือกไข่มาเรียงไว้บนกระดาษอย่างเป็นระเบียบ
“ขอบคุณคุณตาค่ะ”
เฉิงฝูหลายมองท่าทางของเธอ สีหน้าซับซ้อน
เด็กสี่ขวบครึ่ง กินเสร็จรู้จักเก็บเปลือกไข่ให้เรียบร้อย ไม่ทิ้งลงพื้น
ไม่ใช่เพราะครอบครัวร่ำรวยอบรมมา แต่เป็นความระมัดระวังของคนจน—กลัวสร้างปัญหาให้คนอื่น
เฉิงฝูหลายถอนหายใจ
“หนู บ้านเฉิงเจียวันยังไกลจากนี่ เดินสองขาเองไปไม่ถึงหรอก”
ตาของเนี่ยนเนี่ยนเป็นประกาย “คุณตารู้ทางไหม”
เฉิงฝูหลายไม่ได้ตอบทันที
เขาก้มลงเก็บแผง เอาเตาเหล็ก เตาถ่าน ไข่ตุ๋นชาที่ยังขายไม่หมดจัดใส่ตะกร้าทีละชิ้น
ท่าทางฉับไว ราวกับตัดสินใจอะไรบางอย่างแล้ว
“ไปเถอะ” เขาผูกตะกร้าไว้กับเบาะหลังจักรยาน แล้วหันมามองเนี่ยนเนี่ยนแวบหนึ่ง
“ตาจะไปส่งหนูเองหน่อย”