มิติพื้นที่เพาะปลูกกว้างใหญ่ถึงเพียงนั้น นางคนเดียวไม่มีทางเพาะปลูกไหว ยิ่งกว่านั้น สถานการณ์ของนางในยามนี้ก็ยากลำบากยิ่ง ต่อให้ปลูกธัญญาหารได้มากเพียงใด หากอาศัยเพียงตนเองก็ไร้ประโยชน์ ได้แต่เก็บไว้กินเอง
นางจำต้องหาคนมาร่วมมือด้วย
คนผู้นั้นต้องมีคุณสมบัติสามประการ ประการแรก ต้องมีอำนาจเหนือบิดาของนาง กล่าวคือ บรรดาศักดิ์หรือตำแหน่งขุนนางต้องสูงกว่าซ่งลี่
ประการที่สอง คนผู้นั้นต้องขาดแคลนเสบียงอย่างยิ่ง นางจึงจะมีสิ่งต่อรองในการเจรจา
ประการที่สาม คนผู้นั้นต้องรักษาคำสัตย์ วาจาศักดิ์สิทธิ์ เมื่อร่วมมือกันแล้วนางจึงไม่ต้องกังวลว่าจะถูกหักหลัง
ผู้ที่มีคุณสมบัติครบทั้งสามประการ ก็คือฮ่องเต้
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกหนแห่งในยามนี้ล้วนมีประกาศรับสมัครผู้ช่วยเหลือจากราชสำนัก ขอเพียงนางปลดประกาศลง ก็จะถูกพาตัวเข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ได้ทันที
หากจะหาผู้อื่นมาช่วยเหลือ แค่ได้พบหน้าอีกฝ่ายก็อาจไม่ง่ายแล้ว บางทีอาจติดขัดตั้งแต่ก้าวแรก ไม่อาจคืบหน้าได้
ซ่งทิงซวงผู้ล่วงรู้ว่าตนเป็นเพียงตัวประกอบไร้ค่า บัดนี้ไม่เหลือความผูกพันกับจวนโหวแม้แต่น้อย หากยังไม่หาโอกาสพลิกสถานการณ์ ต่อให้นางมีมิติพื้นที่เพาะปลูกก็ไร้ประโยชน์ กตัญญูเป็นคุณธรรมสูงสุด หากซ่งลี่กับภรรยายืนกรานว่านางอกตัญญู ต่อให้นางพูดมากเพียงใดก็ไร้ผล
หากนางได้ทำงานให้ฮ่องเต้ย่อมต่างออกไป
แต่โบราณมา ความภักดีและความกตัญญูยากจะทำให้สมบูรณ์พร้อมทั้งสองด้าน
เมื่อนางภักดีต่อแผ่นดิน ย่อมไม่อาจกตัญญูต่อบิดาได้
เมื่อพิจารณาทุกประการแล้ว การเลือกฮ่องเต้เป็นพันธมิตรย่อมปลอดภัยไร้ข้อผิดพลาด
ซ่งทิงซวงจึงก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว ท่ามกลางสายตาของเหล่าทหารที่อยู่โดยรอบ นางปลดประกาศรับสมัครลงมา
“แม่นางน้อย ประกาศจากราชสำนักมิใช่จะปลดลงมาได้ตามใจ เจ้าพอมีเสบียงหรือเงินทองหรือไม่?” มือปราบถาม
ซ่งทิงซวงหยิบยกบารมีของผู้อื่นมาอ้าง “ข้าคือบุตรีคนโตแห่งจวนโหวหย่งชาง ข้าต้องการบริจาคเสบียง”
เมื่อได้ยินนางเอ่ยว่าตนเป็นคนจากจวนโหวหย่งชาง มือปราบทั้งสองก็ไม่คิดว่านางปลดประกาศโดยพลการ “เช่นนั้นเชิญตามพวกข้าเข้าวังเถิด”
“รบกวนพี่ชายมือปราบทั้งสองนำทางด้วย”
……
จวนโหวหย่งชาง
“ฉู่ฉู่ อาการของเจ้าดีขึ้นบ้างหรือยัง?” ซ่งลี่ก้าวยาว ๆ เข้ามาในห้องหอของซ่งฉู่ฉู่ ยืนเอามือไพล่หลังอยู่ตรงหน้านาง มุมปากประดับด้วยรอยยิ้ม
ซ่งฉู่ฉู่เงยหน้าขึ้น ดวงตาคู่นั้นชวนให้สงสาร “ขอบคุณท่านพ่อที่เป็นห่วง ลูกหายดีแล้ว เพียงแต่หมอประจำจวนกล่าวว่า คราวนี้ร่างกายได้รับบาดเจ็บ จำเป็นต้องพักฟื้นให้ดี ห้ามได้รับความทุกข์เช่นเดิมอีก มิฉะนั้นอาจส่งผลต่อความสามารถในการมีบุตร……”
“อะไรนะ?! ฮึ ทั้งหมดเป็นเพราะนางตัวซวยผู้นั้นก่อเรื่อง!”
ซ่งลี่ตบโต๊ะอย่างแรง จนโต๊ะทั้งตัวสั่นสะเทือนสองครั้ง
เขาหมุนตัวหมายจะออกไป “ข้าจะไปสั่งสอนนางเสียหน่อย กล้าทำให้เจ้าบาดเจ็บถึงเพียงนี้ ในสายตานางยังเห็นข้าเป็นบิดาหรือไม่ ยังเห็นจวนโหวอยู่ในสายตาหรือไม่?”
หลังซ่งลี่หันหลังให้ ซ่งฉู่ฉู่ก็เผยสีหน้าภาคภูมิใจออกมา ทว่ามีเพียงชั่วพริบตาเดียว
นางลุกขึ้นอย่างแช่มช้อย เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ท่านพ่อ อย่าโทษพี่หญิงเลย เป็นลูกเองที่ทำไม่ถูก ลูกไม่ควรไปอยู่ริมสระบัว……”
เมื่อได้ยินนางกล่าวเช่นนี้ ซ่งลี่ก็ยิ่งโกรธจัด สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง “ฉู่ฉู่ เจ้าอย่าได้ขอร้องแทนนาง! ตอนนางผลักเจ้าตกสระ เคยขอร้องแทนเจ้าหรือไม่?”
จากนั้นเขาก็หันมาปลอบซ่งฉู่ฉู่อย่างอ่อนโยน “ฉู่ฉู่ เจ้านี่ช่างดีไปเสียทุกอย่าง มีเพียงจิตใจดีเกินไป นางตัวซวยผู้นั้นทำร้ายเจ้าจนเป็นเช่นนี้ เจ้ายังพูดแทนนาง เมื่อเทียบกับเจ้าแล้ว นางช่างไร้จิตสำนึก!”
กล่าวจบ เขาก็ก้าวยาว ๆ ออกไป
ซ่งฉู่ฉู่ยืนอยู่กับที่ ไม่ได้ห้ามปรามต่อ นี่คือผลลัพธ์ที่นางต้องการพอดี
ซ่งลี่มาถึงศาลบรรพชน กลับพบว่าซ่งทิงซวงไม่อยู่ที่นั่น “ใครปล่อยนางออกมา?”
บ่าวหนุ่มที่เฝ้าอยู่ด้านนอกศาลบรรพชนตอบว่า “เรียนท่านโหว ครบกำหนดสามวันแล้ว บ่าวจึงเปิดประตูให้คุณหนูใหญ่ขอรับ”
ซ่งลี่เคยสั่งให้ซ่งทิงซวงคุกเข่าสำนึกผิดในศาลบรรพชนสามวันจริง ๆ
เพียงแต่เขาจำกำหนดเวลานี้ไม่ได้ หากมิใช่เพราะซ่งฉู่ฉู่เอ่ยถึงเมื่อครู่ เขาคงลืมไปแล้วว่าซ่งทิงซวงคุกเข่าอยู่ในศาลบรรพชนสามวันโดยไม่ได้กินหรือดื่มอะไร
“นางอยู่ที่ใดในยามนี้?” ซ่งลี่ถาม
“เรื่องนี้……บ่าวไม่ทราบ อาจกลับเรือนของตนแล้วกระมัง”
ซ่งลี่เดือดดาล “ออกจากศาลบรรพชนแล้วกลับไม่มาขอขมาต่อข้า ช่างกำเริบเสิบสานขึ้นทุกที! เจ้า ไปตามนางมา บอกว่าข้ารอนางอยู่ที่นี่ หากนางไม่มา ต่อไปข้าก็ไม่มีบุตรีเช่นนางอีก!”
“ขอรับ บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้”
ซ่งลี่นั่งลงข้างโต๊ะหินด้านนอกศาลบรรพชน รอให้ซ่งทิงซวงมาคำนับขอขมา
ทว่าบ่าวหนุ่มกลับมาคนเดียว “ท่านโหว คุณหนูใหญ่…นางไม่อยู่ในเรือนขอรับ”
“อะไรนะ?!”
ซ่งลี่ทำท่าจะตบโต๊ะหิน แต่ก่อนมือจะสัมผัสโต๊ะ เขาก็ชักมือกลับ หินเชียวนะ หากตบลงไปคงเจ็บน่าดู
“ไป ไปตามหานางให้ข้า! ข้าอยากเห็นนักว่านางอยู่ที่ใด!”
“ขอรับ ท่านโหว”
ซ่งลี่ไม่คาดคิดว่าคราวนี้ซ่งทิงซวงออกจากศาลบรรพชนแล้วจะหายตัวไปโดยไม่เอ่ยสักคำ แต่ก่อนเมื่อนางออกจากศาลบรรพชน แต่ละครั้งหิวโหยจนแทบหมดแรง สิ่งแรกที่ทำคือคลานมาหาเขาเพื่อขอขมา จากนั้นก็อ้อนวอนขออาหารสักคำ
เมื่อเห็นซ่งทิงซวงในสภาพเช่นนั้น ซ่งลี่ไม่เพียงไม่เห็นใจ ยังคิดว่านางเป็นคนไร้กระดูกสันหลัง ไม่เหมือนบุตรีแท้ ๆ ของเขา
ตรงกันข้ามกับซ่งฉู่ฉู่ แม้มิใช่บุตรีแท้ ๆ ของเขา แต่กลับวางตัวเหมาะสมในทุกด้าน ไร้เดียงสาและจิตใจดี เปี่ยมด้วยคุณสมบัติของคุณหนูตระกูลใหญ่ เด็กสาวเช่นนี้จึงมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเป็นบุตรีของเขา
ไม่นาน บ่าวหนุ่มหลายคนก็วิ่งเข้ามารายงานอย่างร้อนใจ “ท่านโหว คุณหนูใหญ่ออกจากจวนไปแล้ว!”
“ออกจากจวน? เป็นเรื่องตั้งแต่เมื่อใด?!”
ซ่งลี่ลุกพรวดขึ้นมา นางตัวซวยผู้นี้ถึงกับออกจากจวนไปแล้วหรือ?
“ราวหนึ่งชั่วยามก่อนขอรับ” บ่าวหนุ่มตอบ
“เหตุใดพวกเจ้าไม่มารายงานข้า?”
“เรื่องนี้……ท่านโหวก็ไม่ได้สั่งว่าหากคุณหนูใหญ่ออกจากจวนแล้วต้องรายงานท่านนี่ขอรับ”
ซ่งลี่พูดไม่ออก เขาไม่เคยสั่งเช่นนั้นจริง ๆ เพราะซ่งทิงซวงแทบไม่เคยออกจากจวน นางไม่มีคนรู้จักอยู่ข้างนอกจวน สมัยก่อนจึงอยู่แต่ในจวนเสมอ
เวลานี้ซ่งฉู่ฉู่เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า “ท่านพ่อ เหตุใดถึงโกรธเพียงนี้? หรือพี่หญิงก่อเรื่องให้ท่านอีกแล้ว? อย่าโทษพี่หญิงเลย เป็นลูกไม่ดีเอง หากวันนั้นลูกไม่ชี้ตัวพี่หญิง พี่หญิงก็คงไม่ทำให้ท่านพ่อโกรธ”
กล่าวจบ นางก็ก้มหน้าลง เส้นผมหน้าม้าปรกบังเปลือกตา เผยท่าทางยอมกล้ำกลืนความอยุติธรรม
ซ่งลี่จะทนเห็นนางน้อยใจเช่นนี้ได้อย่างไร?
เขาประคองนางให้นั่งลงด้วยความสงสาร “ดูเจ้าสิ ร่างกายยังพักฟื้นไม่หาย เหตุใดจึงออกมาตากลม? พี่หญิงของเจ้าก็คือพี่หญิง ส่วนเจ้าก็คือเจ้า ไม่จำเป็นต้องแก้ต่างแทนนาง”
“แต่ท่านพ่อ ลูกไม่อยากให้ทุกคนขัดแย้งกันเพราะเรื่องของลูก หากเป็นเช่นนั้นลูกคงรู้สึกผิดมาก”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด” ซ่งลี่มองนางด้วยแววตาอ่อนโยนดุจสายน้ำ ทว่าราวกับกำลังมองคนอีกคนผ่านตัวนาง
“ประคองคุณหนูกลับไปพักผ่อน แล้วนำของบำรุงที่ข้าส่งไปตุ๋นให้นางกิน อย่าให้นางกังวลจนโกรธ หากมีเรื่องขึ้นมา ข้าจะเอาโทษพวกเจ้า!”
“เจ้าค่ะ ท่านโหว” สาวใช้ทั้งหลายรีบคำนับ “คุณหนูรอง บ่าวจะประคองท่านกลับไปพักผ่อน”
ซ่งฉู่ฉู่พยักหน้า แล้วหันไปมองซ่งลี่ “ท่านพ่อ ถึงพี่หญิงจะทำผิด นางก็ยังเป็นพี่หญิง เป็นญาติของพวกเรา ท่านอย่าลงโทษนางหนักเกินไปได้หรือไม่?”
ซ่งลี่ถอนหายใจ “ฉู่ฉู่ เจ้าไม่ขาดตกบกพร่องสิ่งใดเลย มีเพียงจิตใจดีเกินไป”
