“อนุสัญญามนุษยชาติข้อ 139 ไม่ว่าแดนใด หากพบสมาชิกสมาคมสนธยาแม้แต่คนเดียว ให้เข้าชื่อในบัญชีล่าตัวระดับสูงสุดของแดนทันที โดยมีลำดับความสำคัญสูงกว่า‘ฝ่ายหลอมรวม’และ‘ผู้ช่วงชิงไฟ’เสียอีก”
ดูเหมือนจะกลัวว่าเฉินหลิงจะไม่เข้าใจ สมาชิกฟูเซิงฮุยคนหนึ่งจึงรีบเสริมคำอธิบายทันที
เฉินหลิงมองไปที่หยางมู่เฉวียนท่ามกลางฝูงชน เขาไม่รู้จักคนนี้ แต่จากแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวบุคคลนั้น คนนี้น่าจะเป็นถึงขั้นเจ็ด นั่นคือหนึ่งในเก้าศาลาของฟูเซิงฮุย……แต่ว่าเป็นศาลาที่เท่าไหร่ยังบอกไม่ได้
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของเฉินหลิงเริ่มมืดมนลงทีละน้อย เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เสียงของหวังจิ่นเฉิงก็ดังขึ้นจากด้านหลังเขาเสียก่อน
“เดี๋ยวก่อน!”
หวังจิ่นเฉิงก้าวเดินอย่างโซเซมาหยุดข้าง ๆ เฉินหลิง
เฉินหลิงไม่คาดคิดว่าหวังจิ่นเฉิงจะก้าวออกมาในจังหวะแบบนี้ เขามองไปอย่างแปลกใจหนึ่งครั้ง แต่หวังจิ่นเฉิงกลับเมินเขาโดยสิ้นเชิง แล้วหันไปเผชิญหน้ากับสมาชิกฟูเซิงฮุยทั้งหมด
“ผมคิดว่าการล่าสังหารตอนนี้มันยังไม่เหมาะสมนัก……”
“ผู้อำนวยการหวัง เรื่องนี้ผมยังไม่ได้จะถามหาความรับผิดชอบจากคุณเลย” หยางมู่เฉวียนกล่าวเสียงต่ำ “ตอนนั้นคนที่รับผิดชอบไล่ล่าหกโพแดงคือคุณ คนที่รายงานว่าหกโพแดงตายแล้วก็คือคุณ……แต่ตอนนี้เขาก็โผล่มาอยู่ตรงนี้ คุณไม่มีอะไรจะอธิบายเลยหรือ?”
“……” หวังจิ่นเฉิงอึ้งไปชั่วครู่ แต่ก็ยังฝืนใจพูดว่า “นี่มันความผิดพลาดของผมจริง ๆ ผมก็ไม่คิดว่าเขาจะทำได้……เรื่องนี้ไว้คุยกันทีหลัง ผมแค่คิดว่าการล่าสังหารหกโพแดงตอนนี้ อาจไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก”
