ปี 2009 กรุงเยี่ยนจิง หิมะแรกของปี
ข้างสวนเซียงจีซานมีบ้านสี่ประสานหลังหนึ่งที่ดูเรียบง่ายสง่างาม รอบบ้านมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพร้อมอาวุธครบมือยืนเฝ้าอยู่
ภายในบ้านสี่ประสาน ชายวัยกลางคนสีหน้าเคร่งขรึมน่าเกรงขามกำลังนั่งสนทนาเป็นเพื่อนชายชราที่นั่งอยู่บนเก้าอี้เอนหลัง
“หมิงเอิน ทางองค์กรเรียกแกไปคุยแล้วใช่ไหม”
ชายวัยกลางคนชื่อเฉินหมิงเอิน ปีนี้เพิ่งอายุครบห้าสิบปี
“ครับ พ่อ คุยกับผมแล้ว อีกสองวันผมก็ต้องเดินทางไปรับตำแหน่งที่มณฑลหลินเจียง”
ชายชราพยักหน้า มองหิมะที่โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า “เศรษฐกิจของมณฑลหลินเจียงไม่เลว แต่ยังทำให้ดีกว่านี้ได้อีก”
“องค์กรส่งแกไปดูแลงานที่รัฐบาลมณฑลหลินเจียง จำไว้ว่าในใจต้องมีประชาชนอยู่เสมอ หมิงเอิน หมิงเอิน ที่ตั้งชื่อนี้ให้แก ก็เพื่อให้แกไม่ลืมบุญคุณของชาวบ้าน”
เฉินหมิงเอินพยักหน้าอย่างหนักแน่น เอ่ยเสียงขรึมว่า “พ่อวางใจได้ คำสั่งสอนของพ่อ ผมจะจดจำไว้ให้ขึ้นใจ”
ชายชราเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบา ๆ แล้วเอ่ยว่า “เดี๋ยวไปเกลี้ยกล่อมเสี่ยวหรูหน่อย ตั้งแต่ลูกของพวกแกหายไปเมื่อยี่สิบสามปีก่อน พอหิมะตกทุกปี อารมณ์ของเสี่ยวหรูก็แย่ลงทุกที”
“ยี่สิบสามปีแล้ว ถึงเวลาปล่อยวางได้แล้ว”
เมื่อเฉินหมิงเอินได้ยินดังนั้น แววเจ็บปวดวูบผ่านดวงตา เขาพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “พ่อ ผมเข้าใจ แต่ผมสืบจนได้เบาะแสหนึ่งมา ปีนั้นเสี่ยวเป่าอาจจะยังไม่ตาย”
“แต่ท่ามกลางผู้คนมากมาย จะตามหาเด็กที่หายไปยี่สิบสามปีนั้นก็เหมือนงมเข็มในมหาสมุทร ถึงอย่างนั้นผมก็จะไม่ยอมแพ้”
ชายชราพยักหน้าเบา ๆ แววตาฉายความรู้สึกซับซ้อน
“ไปเถอะ ก่อนจะหาลูกเจอ อย่าเพิ่งบอกภรรยาแก”
“แกรู้อยู่แล้วว่า บางครั้งการไม่มอบความหวังให้ อาจดีกว่ามอบให้”
ณ ขณะนี้
อำเภอหลินชวน ที่อยู่พนักงานโรงงานอาหาร
ต้นฤดูหนาวปี 2009 อากาศหนาวเย็น แต่เวลานี้เฉินจิงเฉิงยืนอยู่ในลานของที่พักพนักงาน ในใจกกลับรู้สึกอบอุ่น
ช่วงบ่ายเขาได้รับคำสั่งย้ายตำแหน่ง วันจันทร์จะไปรายงานตัวที่สำนักงานเทศบาลอำเภอหลินชวนอย่างเป็นทางการ
สำหรับเฉินจิงเฉิงวัยยี่สิบสามปี ซึ่งเพิ่งสอบเข้ารับราชการได้และถูกส่งไปประจำตำบลห่างไกล นี่นับเป็นข่าวดีใหญ่หลวงอย่างไม่ต้องสงสัย
การย้ายไปสำนักงานเทศบาลอำเภอไม่เพียงจะส่งผลดีต่อเส้นทางราชการของเขาเท่านั้น แต่ยังอาจช่วยแก้ปัญหาใหญ่ที่เฉินจิงเฉิงกำลังเผชิญอยู่ได้ด้วย
เฉินจิงเฉิงเพิ่งเปิดประตูบ้าน ก็เห็นพ่อแม่กำลังนั่งอยู่บนโซฟา ส่วนลุงใหญ่เฉินต้าซานกับพี่ชายลูกพี่ลูกน้องเฉินจิงหานก็อยู่ด้วย
“จิงเฉิง แกไม่ได้บอกหรือว่าอาทิตย์นี้จะพักอยู่ที่ตำบล ไม่กลับบ้าน ทำไมถึงกลับมาล่ะ”
เมื่อหลี่ซู่เหมย์ แม่ของเฉินจิงเฉิงเห็นเขา ก็รีบลุกขึ้นทันที
เฉินจิงเฉิงเองก็ไม่คิดว่าที่บ้านจะมีคนอยู่กันพร้อมหน้า เดิมทีเขาตั้งใจจะพูดบางอย่าง แต่พอเห็นสีหน้าแม่ดูไม่ค่อยดี ก็กลืนคำพูดนั้นกลับลงคอไปทันที
“พ่อ แม่ เดิมทีผมไม่ได้คิดจะกลับมา แต่พอดีมีธุระ เลยกลับมาสักหน่อย”
“ลุงกับพี่จิงหานก็อยู่ด้วยนี่ครับ”
เฉินต้าซานมองเฉินจิงเฉิงแล้วยิ้มพลางพยักหน้า ก่อนกล่าวว่า “จิงเฉิงกลับมาได้จังหวะพอดี มานั่งดื่มด้วยกันสักหน่อยสิ พอดีเลย พี่ลูกพี่ลูกน้องแกจะได้ไม่ต้องโทรหาแก มีเรื่องอะไรก็คุยกันต่อหน้า จะได้พูดกันรู้เรื่องกว่า”
เฉินจิงหานยิ้มพลางยื่นบุหรี่ให้เฉินจิงเฉิงหนึ่งมวน แล้วพูดกลั้วหัวเราะว่า “จิงเฉิง ผอมลงนะ ดูท่างานที่ตำบลคงเหนื่อยไม่น้อยเลยสินะ”
เฉินจิงเฉิงยิ้มพลางส่ายหน้า ปฏิเสธบุหรี่ที่เฉินจิงหานยื่นให้
มีเรื่องจะคุยอย่างนั้นหรือ
ดูท่าคงมีเรื่องจริง ๆ ไม่อย่างนั้น คนอย่างลุงกับพี่ลูกพี่ลูกน้องที่สูงส่งเกินเอื้อม คงไม่ย่างเท้าเข้าบ้านยากจนอย่างพวกเขาหรอก
ตอนนี้ลุงใหญ่เป็นประธานกลุ่มบริษัทอาหารต้าซาน เปิดร้านอาหารสามแห่งในอำเภอหลินชวน ตั้งเป็นกลุ่มบริษัทอาหาร ทรัพย์สินอย่างน้อยก็มีหลายล้านหยวน
ส่วนเฉินจิงหาน พี่ลูกพี่ลูกน้องของเขา ก็เป็นคนหยิ่งทะนงคนหนึ่ง ไม่ได้ทำงานในกลุ่มบริษัทของเฉินต้าซาน กลับไปจับมือกับคนอีกหลายคนตั้งบริษัทรับตกแต่งขึ้นมาเอง ปกติหางานมาทำบ้าง แล้วเรียกเสียสวยหรูว่าทำธุรกิจของตัวเอง ชีวิตก็สุขสบายไม่น้อย
“พี่จิงหาน มีธุระอะไรกับผมหรือครับ”
“พี่กับลุงเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่กันทั้งคู่ เรื่องที่พวกพี่ยังจัดการไม่ได้ แล้วผมจะช่วยอะไรได้บ้างหรือครับ”
เฉินจิงหานยิ้มพลางส่ายหน้า ก่อนดึงเฉินจิงเฉิงให้นั่งลงบนโซฟาแล้วกล่าวว่า “เจ้าของธุรกิจใหญ่ที่ไหนกัน ถ้าเทียบกับคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่จริง ๆ เราก็แค่หาเงินด้วยความลำบากเท่านั้นแหละ”
“แต่พี่เชื่อมั่นว่าไม่ช้าก็เร็ว บริษัทรับตกแต่งของพี่จะเติบโตขึ้น ถึงตอนนั้นไม่ใช่แค่รับงานตกแต่ง แต่ยังรับงานก่อสร้างได้ด้วย ตั้งบริษัทก่อสร้าง แล้วค่อยซื้อที่ดินตั้งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ถึงตอนนั้นค่อยเรียกว่ามีเงิน”
เฉินจิงหานมีความทะเยอทะยานไม่น้อย แน่นอนว่านี่อาจเรียกได้ว่าเป็นความมุ่งมาดปรารถนาอันยิ่งใหญ่ก็ได้ อย่างเช่นการเป็นข้าราชการ เมื่อได้เป็นข้าราชการระดับสูงแล้วก็ยังอยากเลื่อนขั้นให้สูงขึ้น ใครบ้างไม่อยากปีนขึ้นไปบนยอดพีระมิด
ตอนนี้เฉินจิงเฉิงเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ทั่วไป เพิ่งเข้ารับราชการได้ไม่ถึงครึ่งปี แต่ความคิดของเขาเริ่มเปลี่ยนไปบ้างแล้ว
เขาไม่อยากนั่งอยู่เบื้องล่างตลอดไป คอยมองคนบนเวทีประธานที่เปล่งประกายไปทั่ว และไม่อยากให้เวลาคนอื่นแนะนำตัวเขา กลับไม่มีตำแหน่งหน้าที่ที่พอฟังดูดีเลยสักตำแหน่ง
“พี่จิงหาน ตั้งแต่เด็กพี่ก็เป็นคนมีความคิดและมีความสามารถ ผมเชื่อว่าพี่ทำได้แน่นอนครับ”
“ปีนี้พี่เพิ่งอายุสามสิบ ก็มีธุรกิจของตัวเองแล้ว ขอแค่มีโอกาส พี่จะต้องก้าวหน้าไปได้ดียิ่งขึ้นแน่นอน”
เฉินจิงเฉิงไม่ได้รู้สึกอิจฉาแต่อย่างใด คำพูดเหล่านี้ก็เป็นคำอวยพรจากใจจริง
แต่พอเขาพูดจบ เฉินจิงหานก็มองเฉินจิงเฉิงแล้วยิ้มออกมา
“จิงเฉิง ขอบใจสำหรับคำอวยพรนะ พี่เชื่อว่าพี่ทำได้แน่นอน”
“แต่การทำธุรกิจน่ะ คนเก่งคนเดียวก็ต้องมีคนช่วยอีกสามคน ถ้าทำธุรกิจโดยไม่มีเส้นสาย ไม่มีความสัมพันธ์ ต่อให้มีฝีมืออย่างเดียวก็ไม่พอ”
“เพราะอย่างนั้นที่พี่มาครั้งนี้ ก็เพื่อมาขอให้น้องช่วยหนุนหลังสักแรง”
เมื่อเฉินจิงเฉิงได้ยินดังนั้น ก็ยิ้มพลางส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “พี่จิงหาน พี่พูดเกินไปแล้ว ผมจะช่วยอะไรพี่ได้ล่ะครับ”
เมื่อเฉินจิงหานได้ยินดังนั้นก็หัวเราะเสียงดัง ก่อนกล่าวว่า “จิงเฉิง เรื่องนี้ของพี่ที่จริงก็ง่ายมาก”
“พี่ได้ยินว่าตอนนี้รัฐบาลตำบลไห่วานเตรียมซ่อมแซมสถานที่ทำงานใช่ไหม”
เมื่อเฉินจิงเฉิงได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าแล้วกล่าวว่า “มีเรื่องนี้จริงครับ”
“อย่างไรเสีย อาคารสำนักงานของรัฐบาลตำบลไห่วานก็ยังเป็นอาคารที่สร้างมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน ทุกวันนี้หลาย ๆ ด้านก็เริ่มไม่ทันสมัยแล้ว”
“ครั้งนี้ทางตำบลก็ตั้งใจแน่วแน่แล้ว แม้จะสร้างใหม่ไม่ได้ แต่การซ่อมแซมครั้งใหญ่เป็นเรื่องแน่นอนครับ”
พูดถึงตรงนี้ เฉินจิงเฉิงก็ขมวดคิ้วแล้วมองเฉินจิงหาน
“พี่จิงหาน พี่อยากรับงานนี้หรือครับ”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคงช่วยอะไรพี่ไม่ได้ เพราะผมเป็นแค่เจ้าหน้าที่ทั่วไป ไม่มีอำนาจตัดสินใจครับ”
เฉินจิงหานยังไม่ทันได้พูด เฉินจิงเฉิงก็ชิงเอ่ยขึ้นมาขัดเสียก่อน
แต่เฉินจิงหานกลับหัวเราะเสียงดัง ตบไหล่เฉินจิงเฉิงแล้วกล่าวว่า “จิงเฉิง พี่รู้อยู่แล้วว่าแกตัดสินใจเองไม่ได้ แต่แกตัดสินใจไม่ได้ แล้วนายกตำบลกับเลขาธิการพรรคของพวกแกจะตัดสินใจไม่ได้ด้วยหรือ”
“จิงเฉิง ช่วยไปบอกเลขาธิการพรรคกับนายกตำบลของพวกแกหน่อย ว่ายกงานก่อสร้างนี้ให้พี่ทำ”
“แกวางใจ ผลประโยชน์ที่แกควรได้ พี่ไม่ให้ขาดแน่นอน”
เวลานี้เฉินจิงเฉิงไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว เฉินจิงหานทำธุรกิจมานานไม่ใช่เพิ่งวันสองวัน ทำไมถึงไร้เดียงสาขนาดนี้
ให้เขาไปพูดกับเลขาธิการพรรคอย่างนั้นหรือ
นี่ไม่ใช่แค่ดูแคลนเฉินจิงเฉิงแล้ว แต่ยังมองว่าเฉินจิงเฉิงเป็นผู้นำระดับอำเภอไปแล้วด้วย
