เมื่อได้กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นอบอวลอยู่ทั่วลาน หลี่จิ่งเหยียนก็โบกมืออย่างรังเกียจ โยนดาบประจำกายกลับไปให้ผู้คุ้มกันที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อนจะหันไปสั่งบ่าวรับใช้
“เก็บกวาดให้สะอาด อย่าชักช้า อย่าให้เหลือคราบเลือดแม้แต่น้อย”
“ขอรับ คุณชายรอง!”
บ่าวรับใช้รีบรับคำ จากนั้นก็ช่วยกันลากซากสัตว์เหล่านั้นออกไป บ้างหิ้วถังน้ำมาชำระล้างพื้น
หลี่จิ่งเหยียนมองพวกเขาทำงาน ส่วนตนเองก็หันหลังเตรียมกลับห้อง
แต่เพิ่งเดินไปได้สองก้าว เขาก็ชะงักฝีเท้า ราวกับนึกเรื่องสำคัญบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน
เขาหันกลับไป ตะโกนเรียกเฟิงซีฮวาที่กำลังยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยแววตาพิกล
“จริงสิ เฟิงซีฮวา!”
“บ่าวอยู่นี่เจ้าค่ะ!”
เฟิงซีฮวายังสงสัยอยู่ในใจ แต่ก็รีบค้อมกายขานรับโดยไม่รอช้า
“เจ้าไปส่งข่าวที” หลี่จิ่งเหยียนขมวดคิ้ว สีหน้าแฝงความหงุดหงิด “บอกเถี่ยอิง ลู่เหมิ่ง แล้วก็จ้าวเชียนเหลียง เจ้าพวกนั้นทั้งสาม อย่ามัวเดินเพ่นพ่านอยู่ข้างนอก รีบไสหัวกลับมาเดี๋ยวนี้!”
เถี่ยอิง ลู่เหมิ่ง และจ้าวเชียนเหลียง คือสมุนคนสนิทอีกสามคนใต้บัญชาของหลี่จิ่งเหยียน!
คนหนึ่งเชี่ยวชาญการฝึกนก คนหนึ่งเชี่ยวชาญวิชาฝึกร่าง ส่วนอีกคนเก่งกาจด้านการแพทย์ พิษ และการสกัดจุด
เฟิงซีฮวาได้ยินแล้วก็ชะงักงัน
ไม่กี่วันก่อน คุณชายรองยังส่งพวกเขาออกไปด้วยความกระตือรือร้น บอกว่าจะไปตามจับนางปีศาจผู้เลอโฉมจนล่มเมืองและมีเสน่ห์สะกดวิญญาณ
เหตุใดเพิ่งผ่านไปไม่กี่วันก็หมดความสนใจเสียแล้ว?
“คุณชายรอง...”
เฟิงซีฮวาลองถามอย่างระมัดระวัง
“เอ่อ...นางปีศาจแห่งสำนักมารที่ท่านหมายตาไว้ ไม่จับแล้วหรือเจ้าคะ?”
“จับบ้าจับบออะไร!” หลี่จิ่งเหยียนทำหน้าเบื่อหน่าย
“ตอนนี้ข้าไม่สนใจสตรีที่มีท่าทางเย้ายวนชวนให้คิดว่าเป็นปีศาจพรรค์นั้นแม้แต่น้อย ต่อไปอย่าได้พาคนแบบนี้มาให้ข้าเห็นหน้าอีก!”
ในหัวเขาตอนนี้มีแต่เรื่องเอาชีวิตรอด จะมีเวลาที่ไหนไปยุ่งกับเรื่องรักใคร่เสน่หา!
อีกอย่าง ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม นางปีศาจบ้าบออะไรนั่นเป็นหลุมพรางใหญ่หลวงชัด ๆ!
แม้พี่ใหญ่ของเขาจะฝึกวิชามารจันทร์แหว่งแล้ว แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสำนักมารมากนัก ทว่าหลังจากนั้นเมื่อนางปีศาจแห่งสำนักมารผู้นี้มาถึง กลับลากพี่ใหญ่ของเขาเข้าสำนักมารไปเสียอย่างนั้น
ปัญหาพรรค์นี้ ตอนนี้เขายิ่งหนีให้ไกลเท่าไรก็ยิ่งดี!
“นับจากนี้ไป ข้าจะกลับเนื้อกลับตัว รักมั่นเพียงคุณหนูอวี่เหวินคนเดียว!”
หลี่จิ่งเหยียนทิ้งถ้อยคำหนักแน่นราวค้อนเหล็กไว้ประโยคหนึ่ง แล้วไม่สนใจสีหน้าราวกับเห็นผีของเฟิงซีฮวา ก่อนหันกลับเข้าห้อง ปิดประตูดังปัง
เฟิงซีฮวายืนนิ่งอยู่ที่เดิม เมื่อลมราตรีพัดผ่าน นางก็รู้สึกว่าสมองของตนแทบจะรับเรื่องราวไม่ไหว
รักมั่นเพียงคุณหนูอวี่เหวินคนเดียว?
สวรรค์!
ครั้งนี้คุณชายรอง...เอาจริงหรือเจ้าคะ?!
...
ค่ำคืนผ่านไปอย่างสงบ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่จิ่งเหยียนตื่นขึ้นท่ามกลางเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว
แสงตะวันลอดผ่านบานหน้าต่าง สาดลงบนพื้นเป็นเงาลวดลายพร่างพร้อย
เขาลืมตาขึ้น มองเพดานเตียงอันวิจิตรซึ่งแกะสลักจากไม้หนานมู่ไหมทอง ใต้ร่างคือผ้าห่มไหมที่นุ่มจนแทบจมลงไปได้ ทั่วทั้งร่างสบายเสียจนอยากหลับต่ออีกสักตื่น
“เฮ้อ...”
เขาอดเปล่งเสียงครางอย่างพึงพอใจไม่ได้
สังคมศักดินาอันชั่วร้าย ชีวิตคุณชายเสเพลอันน่าชัง...ช่างสุขสำราญเสียจริง!
นอนจนตื่นเอง เพียงยกมือก็มีสมุนคอยรับใช้ แถมยังมีหญิงงามนับไม่ถ้วนรอให้เขาเชยชม!
หากไม่รู้ว่าอีกสิบกว่าปีให้หลัง ทั้งจวนอ๋องจะถูกพวกตัวเอกกวาดล้างจนสิ้น เขาคงอยากใช้ชีวิตเสเพล กิน ๆ นอน ๆ เช่นนี้ไปตลอดกาล!
“คุณชายรอง ตื่นแล้วหรือเจ้าคะ?”
เสียงสาวใช้ใสกังวานดังมาจากนอกประตู
“เข้ามาได้!” หลี่จิ่งเหยียนตอบอย่างเกียจคร้าน
ประตูห้องเปิดออก สาวใช้งดงามรูปร่างอรชรสองแถวเดินเรียงเข้ามา แต่ละคนถืออุปกรณ์ชำระล้างแตกต่างกัน
คนหนึ่งช่วยเขาสวมเสื้อผ้า อีกคนยกผ้าขนหนูอุ่น ๆ มาเช็ดหน้า ยังมีอีกคนถือแปรงขนหมูป่าที่แต้มผงขัดฟันไว้ คอยทำความสะอาดฟันให้เขาอย่างประณีต
การปรนนิบัติเช่นนี้แทบไม่ต่างจากฮ่องเต้เลย!
หลี่จิ่งเหยียนเพลิดเพลินกับการรับใช้แสนฟุ่มเฟือยเสื่อมทราม ขณะเดียวกันก็วางแผนขั้นต่อไปในใจอย่างรวดเร็ว
ทางอวี่เหวินซูยังต้องแสดงละครให้สมจริง!
ต้องทำให้อวี่เหวินซูเข้าใจว่าเขา หลี่จิ่งเหยียน คลั่งรักนางจริง ๆ และเปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง!
รอจนกว่าอวี่เหวินซูจะไม่กล้ารายงานเรื่องนี้อีก เรื่องนี้จึงจะนับว่าจบลง
เมื่อแต่งกายเรียบร้อยแล้ว หลี่จิ่งเหยียนก็ตะโกนออกไปนอกประตู
“เฟิงซีฮวา!”
เงาร่างสีม่วงพลันปรากฏขึ้นตรงหน้าประตูราวภูตพราย ผู้มาเยือนคือเฟิงซีฮวา
“คุณชายรองมีสิ่งใดจะสั่งหรือเจ้าคะ?”
“เตรียมเกี้ยว!” หลี่จิ่งเหยียนสะบัดแขนเสื้อ สั่งการด้วยท่าทีองอาจ
“ข้าจะกลับจวนอ๋อง!”
เฟิงซีฮวารีบขานรับ “เจ้าค่ะ! บ่าวจะไปจัดการเดี๋ยวนี้!”
ประตูใหญ่สีชาดของจวนอ๋องซีหนานโอ่อ่ากว่าคฤหาสน์นอกเมืองของเขามาก สิงโตหินสองตัวหน้าประตูสลักได้เหมือนจริง ทั้งยังดูน่าเกรงขาม
เกี้ยวหยุดลงอย่างมั่นคง หลี่จิ่งเหยียนเปิดม่านออก ในมือยังถือช่อดอกไม้ป่าที่สีสันสดใสจนแทบหยาดน้ำค้าง
เขาสั่งให้เฟิงซีฮวาไปเก็บมาจากเนินเขาสักแห่งระหว่างทางโดยเฉพาะ
“คุณชายรอง ท่านกลับมาแล้ว!”
เมื่อผู้คุ้มกันหน้าประตูเห็นว่าเป็นเขา ก็รีบค้อมกายคารวะด้วยท่าทีเคารพอย่างที่สุด
หลี่จิ่งเหยียนขานรับในลำคอ พลางเดินเข้าไปด้านในและถามขึ้นลอย ๆ
“คุณหนูอวี่เหวินพักอยู่เรือนไหน?”
หัวหน้าผู้คุ้มกันรีบเดินตามมา แล้วตอบเสียงเบา
“เรียนคุณชายรอง คุณหนูอวี่เหวินเป็นแขกคนสำคัญ ซื่อจื่อจัดให้นางพักที่เรือนฟังไผ่ขอรับ”
หลี่จิ่งเหยียนพยักหน้าเป็นเชิงว่ารับทราบ
เดินไปได้ช่วงหนึ่ง เฟิงซีฮวาก็ยังตามอยู่ด้านหลัง
หลี่จิ่งเหยียนหยุดฝีเท้า หันไปมองนางพร้อมเลิกคิ้ว
“เจ้าตามข้ามาทำไม?”
เฟิงซีฮวากะพริบดวงตาดอกท้อชวนหลงใหล คำตอบของนางฟังดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง “บ่าวย่อมต้องคุ้มครองความปลอดภัยของคุณชายรองเจ้าค่ะ”
“เฮ้! ข้าจะไปพบคนรักของข้า ผู้หญิงอย่างเจ้าตามก้นข้าไปเช่นนี้จะเหมาะหรือ?” หลี่จิ่งเหยียนโบกมืออย่างรังเกียจ “ไป ๆ ไปทำธุระของเจ้าเถอะ!”
เฟิงซีฮวา “...”
คนรัก?!
นางลอบบ่นในใจว่าไม่รู้เมื่อวานนังหนูนั่นกรอกน้ำยาเสน่ห์อะไรให้คุณชายรองกินเข้าไป!
แม้ในใจจะมีเรื่องให้คิด แต่นางก็ไม่กล้าถามออกไปสักคำ จึงทำได้เพียงขานรับอย่างว่าง่าย
“เจ้าค่ะ คุณชายรอง”
สิ้นเสียง นางก็แตะปลายเท้าลงบนพื้นเบา ๆ ร่างทั้งร่างลอยขึ้นราวกับใบไม้สีม่วงไร้น้ำหนัก ไร้สุ้มเสียง ไม่นานก็หายลับไปหลังแนวหลังคาซ้อนกันเป็นชั้น ๆ
หลี่จิ่งเหยียนรู้ว่านางคงหาที่ซ่อนเพื่อแอบดูอยู่แล้ว แต่เขาก็คร้านจะใส่ใจ
สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือแสดงละครฉากนี้ให้แนบเนียนที่สุด!
หลี่จิ่งเหยียนเดินทอดน่องเพียงลำพัง ฮัมเพลงที่ฟังไม่เป็นทำนอง ผ่านสวนดอกไม้และอ้อมระเบียงไป ไม่นานก็พบ “เรือนฟังไผ่”
ภายในลาน มีเงาร่างสีขาวสายหนึ่งกำลังร่ายรำกระบี่
แสงกระบี่เย็นเยียบดุจสายน้ำในฤดูสารท สอดประสานกับเสียงแหวกอากาศเป็นระลอก พัดพาใบไม้ร่วงบนพื้นให้ปลิวขึ้น
นั่นคืออวี่เหวินซู!
นางเปลี่ยนมาสวมชุดรัดกุมสีขาว ผมยาวรวบสูง ไม่เหลือเค้าความอเนจอนาถจากเมื่อคืน ซ้ำยังเพิ่มความองอาจผึ่งผายขึ้นหลายส่วน
ครั้นเห็นหลี่จิ่งเหยียนยิ้มหน้าทะเล้น ถือช่อดอกไม้เดินเข้ามา ใบหน้างามก็พลันเย็นชาแข็งกระด้างราวน้ำแข็ง กระบี่ในมือวาดวูบ ชี้ตรงมาที่เขาทันที!
“เจ้ามาทำอะไร?” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความรังเกียจและระแวดระวังอย่างไม่ปิดบัง
“อย่างไรเสีย ที่นี่ก็คือจวนอ๋องซีหนาน เจ้ากล้าก่อเรื่องตามอำเภอใจเชียวหรือ?”
