หานฟู่จวี่ไม่ใช่มือใหม่ทางการเมือง เมื่อรู้ตัวว่าสั่งการลูกน้องไม่ไหว ก็รู้ทันทีว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นแล้ว แต่เขาก็ยังไม่อยากเชื่ออยู่ดี
เขากวาดสายตามองซุนทงเสวียน แล้วตะโกนลั่นว่า “มึงแกล้งตายอะไรกันนักหนา คำสั่งกู มึงหูหนวกหรือไง”
ซุนทงเสวียนไม่ปริปาก เดินไปยืนข้างหลังหานนั่วอย่างเงียบ ๆ
หานฟู่จวี่เห็นดังนั้นก็เดือดดาล คิดไม่ตกว่าหานนั่วที่เดินเตร็ดเตร่ในเมืองทั้งวัน ไปซื้อใจคนสนิทของตัวเองได้ยังไง
เขากำหมัดแน่น ระงับโทสะ แล้วหันไปมองหลี่หานจางกับกู่เหลียงหมิ่น
“มึงสองคนแกล้งตายอะไรกัน หันกลับมามองกูเดี๋ยวนี้”
หลี่หานจางกับกู่เหลียงหมิ่นจำใจต้องหันกลับมา พอรู้ว่ายังไงก็กลบเกลื่อนไม่ได้อีก ก็เดินตรงไปยืนหลังหานนั่วโดยไม่ลังเล แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนด้วยการกระทำ
หานฟู่จวี่เห็นดังนั้นก็เหมือนถูกฟ้าผ่ากลางอก รู้สึกฟ้าดินดับวูบ
ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น ผู้บัญชาการระดับกองพลน้อยและกรมทุกคนที่ร่วมประชุมก็ลุกขึ้นยืนตาม ๆ กัน
หานฟู่จวี่เห็นดังนั้นก็ยินดีในใจ กูก็ยังมีเสน่ห์ในตัวอยู่นี่หว่า มุมปากอดจะยกยิ้มอย่างพึงใจไม่ได้
แต่ยังไม่ทันดีใจได้นาน คนพวกนั้นก็เดินผ่านเขาไปยืนข้างหานนั่ว รอยยิ้มบนหน้าหานฟู่จวี่ก็หยุดค้างทันที
ทุกคนมีสีหน้าบ่งบอกว่า “แม่ทัพครับ ต่อจากนี้เราเลิกติดต่อกันเถอะ ผมกลัวผู้บัญชาการน้อยจะเข้าใจผิด”
ที่หานนั่วได้รับการสนับสนุน นอกจากจะมีเสน่ห์ดึงดูดแล้ว เหตุผลหลักเลยก็คือเขาให้ผลประโยชน์มากเกินไปจริง ๆ
ช่วงครึ่งปีมานี้ ทุกหน่วยไม่เพียงได้รับเบี้ยเลี้ยงเต็มจำนวนตรงเวลา แต่เงินตอบแทนและเบี้ยพิเศษก็มากล้นจนน่าตกใจ มากพอให้พวกเขาลืมเรื่องที่หานนั่วรู้จุดอ่อนของตัวเองไปโดยอัตโนมัติ
เทียบกับหานฟู่จวี่แล้ว ผู้บัญชาการน้อยตรงหน้าที่อายุน้อยกว่าคนนี้ ช่างมีเสน่ห์น่าคบยิ่งกว่า
ก็เพราะ
มีนมก็คือแม่ มีเงินก็คือพ่อใหญ่ไงเล่า
อกของหานฟู่จวี่กระเพื่อมแรง เกือบโกรธจนลมแทบจับ
เขาเป็นทหารมาครึ่งชีวิต จากพลทหารชั้นผู้น้อยไร้ชื่อเสียง ไต่เต้าขึ้นมาจนถึงตำแหน่งประธานมณฑลซานตง
แค่ทหารของหานฟู่จวี่ ใครกล้าปริปากปฏิเสธ?
เขาคาดไม่ถึงเลยว่า วันหนึ่งจะโดนลูกชายแท้ ๆ บีบจนมุม
แถมยังเป็นลูกนอกสมรสอีก!
บ้านโดนยึด ตัวเองยังไม่รู้เรื่องเลยสักนิด
สุดท้ายหานฟู่จวี่ก็ระงับอารมณ์ไม่อยู่ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไท่ซือ
ทว่าเวลานี้ เขาไม่ได้ดูสบายใจเหมือนก่อนหน้านี้เลยสักนิด ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อน สายตากวาดมองทุกคนในห้อง
นอกจากหานนั่วแล้ว สีหน้าคนอื่น ๆ ดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติเท่าไหร่
“เออ เออ เออ!” หานฟู่จวี่ชี้นิ้วใส่คนตรงหน้า พูดคำว่า ‘เออ’ สามครั้งติด แล้วกัดฟันกรอดว่า “พวกมึงนี่มันแน่จริง ๆ เลย!”
แผน ‘ใต้โคมไฟ’ ของหานนั่วนี่เล่นได้ฉลาดมากทีเดียว
“ไม่ได้ยินที่ท่านแม่ทัพหานชมพวกคุณหรือ ยังไม่กล่าวขอบคุณอีก” หานนั่วตั้งใจราดน้ำมันราดไฟ
“ขอบคุณคำชมของท่านแม่ทัพอาวุโส!”
นายทหารหลายสิบนายยืดตัวตรง แล้วส่งเสียงแสดงความขอบคุณตามมารยาท
เห็นภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า หานฟู่จวี่เกือบโกรธจนกระอักเลือด นึกถึงเวลาฟังหนังสือเล่านิทาน เรื่องที่เหนียนเกิงเหยากับหลานอวี้หาทางตายของตัวเองขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
น่าเสียดายที่ตัวเองไม่ใช่ยงเจิ้ง ยิ่งเทียบจูหยวนจางไม่ได้
หานฟู่จวี่หลับตาลงราวกับสิ้นท่าจะสู้
ในห้องเงียบจนได้ยินเสียงถ่านไฟปะทุดังเปรี๊ยะ
ส่วนหานนั่วหน้ายังคงเรียบเฉย อยากดูว่าพ่อถูก ๆ คนนี้จะก่อกวนอะไรได้อีก
เนิ่นนาน หานฟู่จวี่ค่อยลืมตาขึ้นมองหานนั่ว
“แน่ใจนะว่าจะสู้กับพวกญี่ปุ่น”
“ไม่ตายไม่เลิก” หานนั่วพยักหน้าแรง
“ระลอกข้างหลังในแยงซีเกียงดันระลอกหน้า คลื่นลูกหนึ่งก็แรงกว่าคลื่นลูกหนึ่งจริง ๆ เลอะ” หานฟู่จวี่พลันเอ่ยขึ้นอย่างสะท้อนใจ
“ท่านพ่อครับ นั่นมันระลอกหลังในแยงซีเกียงดันระลอกหน้า คนรุ่นใหม่ในโลกโลดแล่นแทนคนรุ่นเก่าต่างหาก” หานนั่วเริ่มทนกับพ่อเจ้าปัญญาอ่อนของตัวเองไม่ค่อยไหว
“ก็ความหมายเดียวกันทั้งนั้นน่ะแหละ” หานฟู่จวี่พูดพลางลุกขึ้น
“นี่ก็ความตั้งใจของพวกแกด้วยหรือไง” หานฟู่จวี่หันไปทางกลุ่มนายทหารของหานนั่ว
กลุ่มนายทหารที่มีซุนทงเสวียนเป็นหัวหน้า ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก แต่ละคนมีแผนเล็ก ๆ ในใจของตัวเอง
ในใจพวกเขาคิดชัดว่า ผู้บัญชาการน้อยใจดีกับคนอื่น เลยจะปล่อยให้เขาต้องเสียหน้าต่อหน้าคนมากมายไม่ได้ ต้องช่วยกันกล่าวคำพูดให้สวยหรูพอ
แต่ถ้าต้องถึงขั้นถวายชีวิต...
นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว
คงต้องช่วยผู้บัญชาการน้อยแสดงละครเรื่องนี้ให้จบก่อน รอจนเรื่องเริ่มบานปลายขึ้นจริง ๆ แล้วค่อยห้ามเขาก็ยังไม่สาย ทั้งหน้าตาและผลประโยชน์ก็รักษาไว้ครบ ก็นับว่าคุ้มค่ากับเงินที่เขาให้มาแล้ว
อย่างไรก็ตาม หานฟู่จวี่ก็ยังเป็นผู้บัญชาการใหญ่กองทัพที่สามในนาม!
ทหารของใคร นายของใคร สุดท้ายแล้วก็ต้องฟังหานฟู่จวี่ ตราประทับผู้บัญชาการทัพสายที่สามก็ยังอยู่ในมือของหานฟู่จวี่
ผู้บัญชาการไร้กองทัพก็ยังเป็นผู้บัญชาการอยู่ดี
โดยเฉพาะกำลังของกองทัพตัวเองเป็นยังไง พวกเขารู้แก่ใจดี ความพ่ายแพ้ยับเยินครั้งหนึ่งก่อนหน้านี้ไม่นาน ยิ่งทิ้งเงามืดไว้ในใจพวกเขาอีก
ถึงแม้หานนั่วจะยอมหว่านทรัพย์ แต่ถ้าชีวิตดับสูญ เงินมากขึ้นจะมีประโยชน์อะไรอีก?
ไหนจะอาวุธในมือตอนนี้ก็ห่วยแตกขนาดนี้ จะเอาอะไรไปสู้กับผีญี่ปุ่น?
การเรียกเขาว่าผู้บัญชาการน้อย ก็แค่ไว้หน้าให้หานฟู่จวี่ เอาใจคุณชายน้อยคนนี้เล่น ๆ เท่านั้น
หานฟู่จวี่มีชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิต จากทหารกระจอกขึ้นเป็นขุนนางผู้ปกครองแคว้น มองความคิดของลูกน้องพวกนี้ทะลุปรุโปร่งในแวบเดียว รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อย ๆ กลับมา
“เจ้าลูกเป็ด คิดว่าการรบคือการเล่นซนของเด็กหรือไง”
“กองพลปืนใหญ่หนักก็ไม่เหลือแล้ว มึงจะเอาอะไรไปป้องกัน คิดว่าเอาไอ้จ้อนในกางเกงมึงออกมาแกว่งแล้วจะไล่พวกญี่ปุ่นหนีไปได้หรือไง ทำให้มันขำตายต่างหากเล่า!”
หานฟู่จวี่ช่างเจ็บแค้นไม่ลืมง่าย ๆ ในที่สุดก็ย้อนคำถากถางของหานนั่วก่อนหน้านี้กลับคืนได้
“รีบถอนกำลังออกไปก่อนที่พวกญี่ปุ่นจะบุกมา นั่นแหละงานด่วน”
“ปืนสักกระบอกก็ไม่มี ยังจะร้องเอะอะว่าต้องรบอีก พอเห็นศพเข้าจริง ๆ เจ้าลูกหมานี่ต้องร้องไห้หนักกว่าตอนหย่านมแน่”
“ซุนทงเสวียนกับพวกมึง ยังยืนงงอะไรกันอีก ยังไม่รีบเอาตัวมันพาข้าออกไปอีก!”
หานฟู่จวี่สบถพล่ามไปเรื่อย ทำเหมือนไม่เคยเกิดเรื่องที่พวกเขาขัดคำสั่งมาก่อนเลย
ซุนทงเสวียนและกลุ่มนายทหารพร้อมใจกันมองไปทางหานนั่ว
“ผู้บัญชาการน้อยครับ ไม่ใช่พวกผมไม่อยากทำ แต่ตอนนี้พวกเราทำอะไรไม่ได้จริง ๆ นะครับ...”
“ตอนนี้รักษากำลังไว้ถึงจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ถ้าสู้กันขึ้นมาจริง ๆ ก็มีแต่ทำให้กำลังของกองทัพที่สามพวกเราสูญเสียไปเปล่า ๆ”
นายทหารคนอื่น ๆ พอได้ฟังก็พยักหน้าเห็นด้วย ยังไงก็รับผลประโยชน์จากเขามา เลยทำทีแข็งกร้าวไม่ได้ ได้แต่รุมพูดหว่านล้อมให้หานนั่วล้มเลิกความคิดที่จะต่อต้านเสีย
สรุปรวมคือประโยคเดียว
มีปืนอยู่ในมือ ถึงจะมีทุนในการตั้งหลักหาที่อยู่ให้ตัวเองในยุคสมัยที่ปั่นป่วนนี้
เป็นความคิดแบบขุนศึกชัด ๆ หานนั่วไม่ได้แปลกใจอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะตัวเองกลับมาช่วงครึ่งปีนี้แล้วยอมหว่านทรัพย์ คาดว่าคงไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมายืนพูดที่นี่ด้วยซ้ำ
หานนั่วหันมองพวกเขาครู่หนึ่งแล้วว่า “พวกนายคิดกันจริง ๆ หรือว่านี่คือการรักษากำลัง”
หานฟู่จวี่กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันใด “เมื่อพบข้าศึกแข็งแกร่งก็หลบเลี่ยงไปก่อน ยังไงถึงจะไม่ใช่การรักษากำลัง?”
“ข้าตั้งใจจะสะสมพละกำลังให้เข้มแข็ง แล้วค่อยกลับไปสู้กับพวกญี่ปุ่นในภายหลัง”
คำพูดหลอกเด็กแบบนี้ หานนั่วไม่เชื่อเด็ดขาด “ตาเฒ่า อย่ามาพูดคำว่า‘รักษากำลัง’อะไรนั่นเลย!”
“อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าท่านจะทำอะไร!”
“คนที่มาที่จี๋หนานเมื่อไม่กี่วันก่อน ติดสำเนียงเสฉวนมาหน่อย ๆ เขาเป็นคนของหลิวเซียงใช่ไหม”
“เจ้ารู้ได้ยังไง!” หานฟู่จวี่ตาเบิกกว้าง
