ข้าไม่ใช่แค่รู้ แต่ยังรู้ด้วยว่าพวกท่านจะทำอะไร หานนั่วพึมพำในใจ แล้วพูดต่อ
“เมื่อสองสามวันก่อน ท่านส่งคนไปพบซ่งเจ๋อหยวนอีกแล้วใช่ไหม?”
“เจ้าก็รู้อีก?” หานฟู่จวี่ยิ่งใจไม่สงบ
“ท่านอยากให้ข้าพูดออกมาจริง ๆ หรือว่าท่านคิดจะทำอะไร?” หานนั่วขู่ครึ่ง ๆ กลาง ๆ
สีหน้าหานฟู่จวี่เคร่งขรึม เงยหน้ากวาดตามองไปที่ซุนทงเสวียนกับพวกทันที ควักปืนพกออกมาจ่อพวกเขาอย่างเดือดดาล
“พวกมึงโดนหมากัดสมองหรือไง ถึงได้พล่ามอะไรต่อมิอะไรออกไปหมด?”
“กูจะยิงเป้าพวกมึงเดี๋ยวนี้!”
หานฟู่จวี่คิดไปเองว่าคนตรงหน้าเอาความลับของตนไปขายให้หานนั่ว
“ท่านผู้บัญชาการ เชื่อพวกเราเถอะ พวกเราไม่ได้พูดอะไรกับท่านนายพลน้อยเลย”
“สาบานต่อฟ้าดิน เรื่องแบบนี้พวกเราจะไปพูดเรื่อยเปื่อยได้ยังไง?”
มองปากกระบอกปืนดำสนิทตรงหน้า ซุนทงเสวียนกับพวกรีบโบกมือปฏิเสธต่อเนื่อง
“อย่าโดนหมากัดแล้วมาไล่กัดใครมั่วซั่ว เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับพวกเขา!” หานนั่วไม่ได้ผูกใจเจ็บที่พวกเขาเปลี่ยนข้างไปมา กลับเอ่ยปากช่วยซุนทงเสวียนกับพวกคลี่คลายสถานการณ์
แววตาที่ซุนทงเสวียนมองหานนั่วเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
“ข้ามีแหล่งข่าวกรองของตัวเอง หลิวเซียงป่วยหนัก อยู่ได้นานสุดก็แค่ถึงเดือนกุมภา” หานนั่วรู้ดีแก่ใจ ว่าตอนนี้ใช้แค่ชาติกำเนิดหรือความทุกข์ร้อนของราษฎรลำพัง ไม่มีทางเกลี้ยกล่อมหานฟู่จวี่ได้
ต้องให้เขารู้ชัดถึงผลได้ผลเสียในเรื่องนี้
“ข้าจะบอกให้ ซ่งเจ๋อหยวนไม่มีทางร่วมวงสังฆกรรมกับท่าน เขาหักหลังท่านไปแล้ว”
“ท่านประธานาธิบดีกำลังคิดว่าจะลวงท่านให้ไปพบยังไง แล้วตัดหัวท่านซะ!”
“ถ้าท่านยังดึงดันต่อไป คงได้ตามหลิวเซียงไปติด ๆ”
หน้าหานฟู่จวี่ดำคร่ำเครียดจนเหมือนก้นหม้อ หานนั่วรู้ลึกขนาดนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่แค่พูดลอย ๆ
ลูกชายคนเล็กของตนนี่ มีสายสัมพันธ์โยงใยกับลูกหลานขุนนางใหญ่แห่งรัฐบาลกลาง บางทีอาจเป็นพวกนั้นปล่อยข่าวมาก็ได้…
สีหน้าหานฟู่จวี่ลังเล ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสีย
“ท่านพ่อ อย่าลังเลเลย เพียงแค่ท่านประธานาธิบดีเห็นท่านสละชีพต้านข้าศึก เขาก็ไม่มีเหตุผลทำอะไรท่านแล้ว” หานนั่วรุกตีเหล็กต่อ
“ท่านไม่คิดถึงตัวเอง ก็ต้องคิดถึงทหารใต้บังคับบัญชาท่านบ้าง หากท่านเป็นอะไรไป พวกเขาก็ได้แต่ถูกกวาดล้าง ถูกกันให้ตกขอบ!”
ซุนทงเสวียนฟังหานนั่วพูดอย่างนี้แล้ว ก็ใจกระตุกเหมือนกัน
เบื้องบนใจคับแคบที่สุด ในเมื่อรู้แล้วว่าพวกตนไม่ซื่อสัตย์ ภายหลังก็ต้องถูกหาวิธีกำจัดแน่
ดังนั้นตอนนี้ต้องคิดทางแก้ไข และสู้รบต้านศัตรูต่างแดน สร้างผลงานความชอบ ก็คือทางเลือกที่ดีที่สุด!
แต่ไหนแต่ไร มาตายเพื่อชาติ โทษก็ลดลงหนึ่งขั้น
ต่อสู้เพื่อชาติ ยังไงก็ต้องลดหย่อนไปส่วนหนึ่ง ปัดเศษตกไปมันก็เท่ากับไม่ตายน่ะสิ
แต่พวกเขาไม่ได้รีบแสดงท่าทีออกไป รอฟังหานฟู่จวี่ว่าจะเอาอย่างไร
“สู้ ๆ ๆ มึงจะเอาอะไรไปสู้วะ แค่ของกระจอกในมือพวกเรา จะไปสู้เครื่องบินปืนใหญ่รถถังของพวกญี่ปุ่นได้ยังไง?” หานฟู่จวี่เอ่ยอย่างอารมณ์เสีย
ในสายตาหานฟู่จวี่ ขอแค่ในมือตนมีปืน ท่านประธานาธิบดีอยากเล่นงานตน ก็ต้องชั่งใจดูกองทัพที่ 3 จะแหกคอกหรือไม่
ถ้าหมดตัวน่ะ ก็เหมือนเสือเขี้ยวหลุด รอให้ถูกเก็บกวาดเถอะ
หานนั่วเอ่ยช้า ๆ หนักแน่นว่า: “ถ้าข้าบอกท่านว่า ในมือข้ามีอาวุธเยอรมันพอจัดตั้งกองพลเต็มอัตราศึกได้ห้ากองพลล่ะ?”
คำนี้หลุดออกมา ทั้งห้องเงียบกริบในทันที
ในห้อง เตาไฟลุกโชนแดงฉาน เสียงดังปะทุของถ่านไม้ยังดังก้องราวฟ้าผ่า
หานฟู่จวี่คิดว่าตัวเองฟังผิด: “อะไรนะ?”
หานนั่วบอกว่า: “ก่อนหน้านี้ท่านไม่ได้ถามข้าหรือว่าขนอะไรมาจากชิงเต่า?”
หานฟู่จวี่นึกอยู่ครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะมีเรื่องนี้ พยักหน้า
หานนั่วยิ้มพลางพูดว่า: “ของพวกนั้นคืออาวุธยุทโธปกรณ์ที่ข้าสั่งซื้อมาจากเยอรมัน!”
“ถ้าจะให้พูดกันจริง ๆ เรื่องกองพลยานเกราะ กองทัพเรานี่แหละถึงเป็นกองทัพกลุ่มยานเกราะเลือดบริสุทธิ์!”
“ไอ้กองทัพกลางน่ะก็แค่พันธุ์ทาง~”
“…” หน้าเหวอไร้คำบรรยายของหานฟู่จวี่แสดงสีหน้าสุดพิสดาร นิ่งอึ้งไปพักหนึ่งก่อนก้มหน้านับนิ้วมือคำนวณ ปากก็พึมพำ
“ห้ากองพลเต็มอัตราศึก…”
“ก็คือ แม่งเอ๊ย อย่างน้อยก็จัดแจงได้…”
หานฟู่จวี่เงยหน้า มองหานนั่วอย่างไม่อยากเชื่อ น้ำเสียงสั่นพร่าเอ่ยว่า
“หกหมื่นคน?”
หานนั่วยิ้มมั่น พยักหน้า
“เจ้าเอาอาวุธยุทโธปกรณ์มากมายขนาดนี้มาจากไหน?” น้ำเสียงหานฟู่จวี่เปลี่ยนไป
ห้ากองพลยานเกราะนี่นะ เทียบเท่าสองกองทัพครึ่งยานเกราะเลย ฝันเขายังไม่กล้าฝันเลย
นายทหารคนอื่น ๆ ก็มองไปที่หานนั่วเป็นตาเดียว ใบหน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
ก็เพราะ พูดออกมาอย่างนี้มันช่างสะเทือนโลกเกินไปหน่อย
“ท่านพ่อบุญธรรมของข้าไม่เหมือนท่าน เขาไม่ใช่แค่ให้กำเนิดแล้วไม่เลี้ยงดู ท่านผู้เฒ่ารับไม่ได้ที่ข้าต้องลำบากในซานตง เลยเปิดเส้นทางการค้าพิเศษให้สายหนึ่ง”
“กึ่งแจกกึ่งขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ข้ารุ่นหนึ่ง พวกท่านก่อนหน้านี้ไม่ใช่พร่ำเพ้อตลอดว่ากองทัพกลางคือลูกแท้ ๆ ตอนนี้ พวกเราก็ได้เล่นของเยอรมันแล้ว!”
“ปืนเล็กเมาเซอร์ K98, ปืนกลเบาเอ็มจี34, ปืนใหญ่ฮาวอิตเซอร์105 มิลลิเมตร มีหมดไม่จำกัด!”
ครึ่งประโยคแรกเป็นหานนั่วพูดเพ้อเจ้อไปเรื่อย
ความจริงก็คือหานนั่วใช้ลิ้นสามนิ้ว วาดฝันใหญ่โตให้พ่อบ้านหนวดเตี้ย
หากท่านยินดีสนับสนุนข้าในการปราบเจ้าปีศาจน้อย ข้าจะยกผลประโยชน์บางส่วนที่พวกมันเคยได้ในจีน หรือแม้แต่ในเอเชียของญี่ปุ่น ให้แก่เยอรมัน
แค่นี้เพียงแต้มเดียวก็ไม่มีทางโน้มน้าวเขาได้ ดังนั้นหานนั่วจึงส่งข่าวกรองที่ไม่ค่อยสำคัญนัก แต่กลับเป็นความลับให้เขาอีก
ทั้งสองฝ่ายมีอัธยาศัยต้องกันอยู่แล้ว บวกกับข่าวกรองที่หานนั่วส่งให้ทยอยเป็นจริงขึ้นมา
ด้วยเหตุนี้ สองฝ่ายจึงบรรลุข้อตกลงกันอย่างราบรื่น
แล้วถูกด่าว่าขายชาติในภายหลังล่ะ?
หานนั่วไม่แยแส
วินาทีนี้ ในห้องประชุมเงียบสนิทราวกับความตาย
แค่ตรงที่เขาสามารถขนอาวุธยุทโธปกรณ์ยานเกราะเยอรมันคราวละมาก ๆ ใต้จมูกตน โดยที่ตนไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย หานฟู่จวี่ได้แต่อยากพูดคำเดียว
ตูว์!
นี่ยังเป็นสิ่งที่รัฐบาลแห่งชาติก็ยังทำไม่ได้
ซุนทงเสวียน หลี่หานจาง กู่เหลียงหมิ่นกับพวกสบตากัน ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจ ว่าไอ้นายพลน้อยคนนี้ มันไปเอาความกล้ามาชนกับญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อไหร่
หานฟู่จวี่ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แล้วพลันแหกปากด่าว่า: “ไอ้ลูกเวรเอ๊ย มีของพวกนี้ทำไมไม่พูดแต่แรก!”
“ให้ท่านรู้แต่แรกจริง ๆ สมบัติคงถูกท่านผลาญเกลี้ยงไปตั้งนานแล้ว” หานนั่วเบะปาก อย่างไม่ยี่หระ “ท่านคิดจริง ๆ หรือว่าข้าจะให้พี่น้องเอาไม้ตีไฟไปสู้กับพวกคนญี่ปุ่น?”
หานฟู่จวี่เงียบเสียง มองหานนั่วด้วยแววตาประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ ค้นพบว่าตนมองลูกชายคนเล็กคนนี้ไม่ออกมากขึ้นทุกที ในใจมีความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกปนเปกัน
“เจ้าไม่ได้โกหกจริง ๆ นะ?”
“ศัตรูยักษ์ตรงหน้า ข้าจะเอาเรื่องนี้มาล้อเล่นได้ยังไง?” หานนั่วว่า
หานฟู่จวี่เงียบ กวาดสายตาอ่านสีหน้าของทุกคนในที่นั้นอย่างเยือกเย็น เห็นคนส่วนใหญ่มีสีหน้าตื่นเต้น ในใจพลันร้องว่าไม่ดี
แม่งเอ๊ย ไอ้ลูกเวรนี่เหลี่ยมเยอะเสียจริง!
ฟันขวานสองท่าใหญ่ฟาดลงไปนี่ กะประมาณว่ามีคนใจเต้นอีกไม่น้อยเลย หานฟู่จวี่ตัดสินใจรั้งหานนั่วให้สงบก่อน
“ไอ้ลูกเวร ในเมื่อเจ้าบอกว่าสู้ งั้นก็สู้!”
“คราวนี้กูจะทุ่มสุดตัว เอาสมบัติที่เรามี ออกไปประชันฝีมือกับพวกเจ้าปีศาจให้สาสม!”
“คำนั้นว่าไงนะ พ่อลูกออกศึก พี่น้องล่าเสือ”
“ทีนี้พวกเราพ่อลูกต้องร่วมมือกัน อัดพวกญี่ปุ่นให้จมดิน”
ตกลงง่ายดายขนาดนี้เชียว?
หานนั่วอึ้งไป เขาเตรียมตระเตรียมไว้แล้วว่าจะต้องฟาดสามไม้ให้วิญญาณล่าถอยแตกกระจาย ให้ลูกเข้าใจว่าตนเป็นลูกหลานจีน
เขารู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลตรงไหนสักแห่ง แต่นึกไม่ออกชั่วขณะ
“ไอ้ลูกเวร กูก็ตกลงแล้ว เจ้าจะแจกจ่ายอาวุธยุทโธปกรณ์นั่นเมื่อไหร่?” หานฟู่จวี่ถูมือ แล้วก็ขยี้หัวอีก ทำท่าเหมือนแมลงวันขออาหาร
“พวกญี่ปุ่นมันใกล้จะบุกมาถึงแล้วนะ เราจะไม่เตรียมตัวหน่อยได้ไง?”
“ร้อนอะไร อาวุธยุทโธปกรณ์ก็อยู่ในคลัง ไม่ได้หนีไปไหน ให้พวกเรากำกับกำลังพลเข้าสู่เขตป้องกันก่อน” หานนั่วรู้ว่าพ่อจอมเจ้าเล่ห์คนนี้มันก็คือจิ้งจอกเฒ่า ไม่ได้หลุดความลับออกไปง่าย ๆ
หานฟู่จวี่หลอกล่อหานนั่วต่ออีกตั้งนาน ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยการหยั่งเชิงถามถึงแหล่งของอาวุธยานเกราะเยอรมันล็อตนั้น
แต่หานนั่วไม่เล่นด้วย
หานฟู่จวี่เดือดไปเปล่า ๆ สบถลาจากไป
หลังอาหารค่ำ หานฟู่จวี่ที่เมาหนักก็เกิดวิ่งมาเคาะประตู พลางปาดน้ำตาพลางร่ำอะไรทำนองว่า คราวนี้ต้องสกัดการโจมตีของญี่ปุ่นให้ได้
ศึกครั้งนี้ถ้าแพ้ ก็ไม่มีหน้าไปเจอแม่ที่ตายไปแล้วของเจ้า
หานนั่วคิดว่าเขาแค่อาละวาดขี้เมา หลอกล่อกึ่งหลอกครึ่งปลอบส่งหานฟู่จวี่ไปแล้ว จึงขึ้นเตียงพักผ่อน
วันรุ่งขึ้น เช้ามืด
หานนั่วยังหลับ ๆ ตื่น ๆ งัวเงีย สะดุ้งตื่นเพราะเสียงทุบประตูโครมคราม
【หานฟู่จวี่ กำลังพลปัจจุบัน 84,105 นาย รางวัล 84,105 ปอนด์】
เพราะว่าจักรวรรดิบริเตนใหญ่ตอนนี้ยังเบอร์หนึ่งของหมู่บ้านโลก ค่าเงินปอนด์จึงแข็งค่ากว่าสกุลเงินอื่นและหมุนเวียนคล่องตัวกว่า ดังนั้นหานนั่วเลือกสกุลเงินรางวัลเป็นปอนด์ระยะนี้
ทุกวันที่ลืมตา หานนั่วจะได้ยินเสียงไพเราะนี้ เพียงแต่เสียงเคาะประตูข้างนอกมันแต้มบรรยากาศไปหน่อย
“หยุดทุบได้แล้ว กูยังไม่ตาย!” อารมณ์หลังตื่นนอนของหานนั่วแรงกล้ามาก ลุกไปเปิดประตู เห็นสวี่ฟ่างยืนอยู่หน้าประตูสีหน้าร้อนรน ก็สงสัยว่า “เจ้ามาได้ไง?”
สวี่ฟ่างเป็นผู้บังคับกองพันทหารรักษาการณ์ยานเกราะเยอรมันกองหนึ่ง ที่หานนั่วแอบจัดตั้งขึ้นมาตอนกลับมาซานตง
แค่เด็กสอบตกโรงเรียนหวงผู่ธรรมดาคนหนึ่ง
กองพันรักษาการณ์นี้ก็คือไพ่ตายของหานนั่ว รับคำสั่งจากเขาเพียงผู้เดียว
เพราะอย่างไรก็ตาม หานฟู่จวี่ก็เชื่อถือได้ไม่เต็มร้อย
หานนั่วไม่อาจฝากความหวังกับไอ้คนไม่เอาถ่านที่ข้าศึกมาถึงแล้วเร่งหนีไวดั่งลม
สีหน้าสวี่ฟ่างซับซ้อน พูดอย่างไว้เชิง: “ท่านผู้บัญชาการหานตีสองวันนี้ อยู่ ๆ ก็บอกว่าจะนำกำลังตรวจแนวป้องกัน…”
“แต่จนฟ้าสว่างก็ยังไม่กลับมา จากที่ทหารยามเห็นบอกว่า ท่านยังลากหีบใหญ่ไปหลายเกวียน ระหว่างทางก็ถอนกำลังทหารที่อยู่ประจำจุดออกไปอีก…”
“อะไรนะ?!” หานนั่วมีสีหน้าสะดุ้งงัน
หานฟู่จวี่นี่มันเห็นชัด ๆ ว่าทิ้งตัวเองหนีไปแล้ว ไอ้คนแบบนี้ยังจะทำอะไรที่ลูกแท้ ๆ โดดทิ้งได้อีก?
ดีแล้วที่ไม่ได้บอกหานฟู่จวี่ว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ล็อตนั้นอยู่ไหน ไม่งั้นคงโดนเขาเก็บกวาดไปทั้งห่อแน่
จากนั้น สวี่ฟ่างก็พูดอีก: “ตอนข้ามาที่นี่ เห็นหลายหน่วยกำลังเตรียมถอนกำลัง…”
หานนั่วฟังแล้วก็รู้ว่าสถานการณ์ใหญ่ไม่ดี
หานฟู่จวี่ขนาดพากำลังหนีไปแล้ว พวกนายทหารใต้บังคับบัญชาจะอยู่ต่อได้ยังไง?
“เตรียมรถ!” หานนั่วใจร้อนจนอยากไปขุดสุสานบรรพบุรุษของหานฟู่จวี่
สวี่ฟ่างเพิ่งเอารถมาจอดหน้าประตู หานนั่วก็เห็นหลินเถียนซู่ก้าวฉับ ๆ เข้ามา
แต่มองมุมไหน สีหน้าหลินเถียนซู่ก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด ยื่นจดหมายให้หานนั่วฉบับหนึ่ง
“ท่านนายพลน้อย ท่านผู้บัญชาการทิ้งจดหมายให้ท่านฉบับหนึ่ง กำชับว่าท่านต้องเปิดด้วยตัวเอง”
หานนั่วกระชากมา หน้าซองจดหมายมีตัวหนังสือเขียนคด ๆ เอียง ๆ ว่า
ถึงไอ้ลูกเบ่อเร่อ
“…”
หานนั่วฉีกซอง หยิบกระดาษด้านในออก
บนกระดาษมีแค่ไม่กี่คำ
“ลูกจงดูแลตัวเอง พ่อขอลาก่อน จะไปยกกองหนุนช่วยเจ้า ตีเส้นทางคมนาคมให้ทะลุ ภารกิจปกป้องจี่หนานขอมอบให้เจ้าก่อน”
“ถ้าจะสู้ไม่ไหวจริง ๆ ก็ตามหน่วยล่าถอยไปเถอะ บางทีอาจรักษาชีวิตน้อย ๆ ไว้ได้!”
“พ่อคิดถึง!”
ภาษาของหานฟู่จวี่ไร้ภูมิปัญญาเช่นเคย
นี่มันก็เป็นผลที่เหนือคาด แต่อยู่ในเหตุผล
แต่คนก็หนีไปแล้ว จะครุ่นคิดต่อก็ไร้ความหมาย หานนั่วเก็บจดหมายไว้ เตรียมรอวันหน้าค่อยจัดการหานฟู่จวี่เป็นเรื่องใหญ่
“ออกรถ!”
หานนั่วไม่มีเวลาสนใจหลินเถียนซู่ หันไปบอกสวี่ฟ่าง
หานฟู่จวี่ไม่รู้เป็นบ้าอะไร ถึงได้หนีก่อนประวัติศาสตร์จริง!
เครื่องยนต์รถทันใดก็ส่งเสียงแผดแหลมเสียดหู ทิ้งให้หลินเถียนซู่กินไอเสียอยู่ผู้เดียว
“ท่านนายพลน้อย ท่านจะไปไหนครับ!”
“ท่านผู้บัญชาการจัดกำลังมารับท่านไว้แล้ว!”
“ท่านอยากไปก็ตามข้ามาได้เลย พวกญี่ปุ่นข้ามแม่น้ำฮวงโหมาแล้ว กำลังรุกถึงจี่หนาน ท่านจะวิ่งพล่านไม่ได้เด็ดขาด!”
หลินเถียนซู่อยากวิ่งไล่รถ แต่สองขาจะวิ่งสู้สี่ล้อได้อย่างไร ได้แต่มองรถค่อย ๆ ไกลห่างไป
ระหว่างทางไปนอกเมือง สวี่ฟ่างก็รายงานคร่าว ๆ แก่หานนั่วว่ามีเขตป้องกันของหน่วยไหนบ้างที่ถอนกำลัง
นอกจากกองพลทหารรักษาการณ์ส่วนตัว กองพันรักษาการณ์ที่หานฟู่จวี่พกติดตัวแล้ว
กองพลที่ 22 ของกองทัพที่ 56 ประจำแนวฮวงโหจากจี้หยางถึงชิงเฉิง ก็มีกำลัง 4 กองพันถอนตัว
รองลงมาคือกองทัพที่ 55 ทางทิศตะวันตกของหลู่ซี กองพลที่ 20 ประจำป้อมหลัวโข่ว กองทหารรักษาการณ์จุดข้ามฟากหน้าป้อมเหมินไถจื่อ ถอนกำลังทั้งแนว
กองทัพที่ 12 ซึ่งรักษาการณ์ในจี่หนาน มีกำลัง 3 กองพันถอนตัว
กองพันทหารราบสองกองของกองพลที่ 22, กองพันทหารราบหนึ่งกองของกองพลที่ 81…
ประมาณคร่าว ๆ แค่หานฟู่จวี่วิ่งหนีคราวนี้ ก็ลากคนไปอย่างน้อยสามสี่หมื่นคนแล้ว ที่เหลือก็คือพวกยังหนีไม่ทัน!
หานนั่วก็ได้ประสบการณ์ตรงแล้ว ว่าทหารคนเดียวล่ม กับทหารทั้งกองล่มมันเป็นยังไง
ส่วนกองทัพที่ 51 พวกเขาก็แค่ในนามเท่านั้นที่อยู่ในสังกัดกองทัพที่ 3
แต่เดิมก็ไม่อยู่ใต้บัญชาหานฟู่จวี่อยู่แล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้พวกเขาก็ถูกย้ายไปแนวปู้เป้ง หลินหวยกวันในอานฮุย ฟ้าสูงจักรพรรดิไกล หานนั่วก็ควบไม่ถึงพวกเขา ทำได้เพียงสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อน
เพิ่งถึงใกล้แนวป้องกันของกองพลที่ 20 หานนั่วก็เห็นซุนทงเสวียนกำลังก้าวขึ้นรถคันหนึ่งพอดี
ไม่ต้องให้หานนั่วสั่ง สวี่ฟ่างก็กระทืบคันเร่งไล่ตาม แล้วสะบัดหางท้ายอย่างสวยงาม ขวางจอดหน้ารถคันนั้นไว้ตรง ๆ
จากนั้น หานนั่วก็กระโดดลงจากรถเปิดประทุนนำเข้าเยอรมันคันนี้อย่างสง่างาม สายตาเย็นชามองไปยังซุนทงเสวียนที่เบาะหลัง
ถึงจะไม่สนใจหลินเถียนซู่ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าหานนั่วไม่ได้ยินคำที่เขาตะโกน เขาพูดเสียงเย็น
“ท่านเสนาธิการซุน ญี่ปุ่นจะบุกมาถึงแล้ว ท่านจะไปไหนครับ?”
