“เอ่อ...”
ขณะที่เหยียนเซียวกำลังจมอยู่กับความโศกเศร้าที่อดมื้อเย็น เสียงนุ่มนิ่มแฝงความขลาดเขลาก็ดังขึ้นจากมุมห้อง
เหยียนเซียวหันกลับไป
ถึงได้เห็นว่าเด็กสาวที่เขาช่วยไว้โดยบังเอิญยังยืนงงอยู่ที่เดิม
เธอกำชายเสื้อของตัวเองแน่น ก้มหน้า ไม่กล้ามองเขา
แสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ส่องลอดหน้าต่างที่เต็มไปด้วยฝุ่นเข้ามา เคลือบร่างเธอด้วยประกายสีทองนุ่มละมุน
ตอนถูกผลักจนต้องดิ้นรนเมื่อครู่ คอเสื้อนักเรียนตัวโคร่งของเธอถูกดึงจนเบี้ยว เผยให้เห็นกระดูกไหปลาร้าเรียวงามกับผิวขาวเนียนละเอียดดุจน้ำนมที่อยู่ถัดลงมาเล็กน้อย
ใต้แสงสีเหลืองสลัวชวนให้ตาพร่า
ทั้งที่ตัวเล็กนิดเดียว แต่หน้าอกกลับอวบอิ่มเป็นพิเศษ
ดูยังไงก็เป็นประเภทขี้อาย ไร้เดียงสา และถูกมองเป็นลูกพลับนิ่มให้ใครต่อใครรังแกได้ง่าย
ไม่แปลกที่พวกจ้าวเหยียนจะหมายหัวเธอ สาเหตุก็แค่ความอิจฉาเท่านั้น
เหยียนเซียวประเมินเธอในใจ สายตาไม่ได้หยุดอยู่ที่ใบหน้าหรือรูปร่างของเธอนานนัก
ถึงยังไง ของดีแค่ไหนก็เอามากินแทนข้าวไม่ได้
“ทำไมยังไม่กลับอีก?”
เขาถามอย่างแปลกใจ
“ฉัน...”
เด็กสาวดูเหมือนตกใจเพราะเขา ร่างกายหดลงโดยไม่รู้ตัว
แค่คำถามธรรมดาทั่วไปก็ทำให้เธอทำอะไรไม่ถูกแล้ว
เธอเงยหน้าขึ้น แอบมองเหยียนเซียวแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบก้มหน้าลงอีกครั้ง
“ฉัน ฉันอยาก...”
นิ้วเรียวขาวบิดชายเสื้อแน่นจนข้อนิ้วซีด ราวกับมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่ช่วยบรรเทาความตื่นเต้นและกระวนกระวายในใจได้บ้าง
“อยากขอบคุณเหยียนเซียว...”
“ไม่ต้องหรอก”
เหยียนเซียวตอบสั้น ๆ ฉับไว
“หือ?”
เด็กสาวแสนน่ารักเชื่อฟังเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง ดวงตากลมฉ่ำน้ำเต็มไปด้วยความสับสน ราวกับไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงปฏิเสธเร็วขนาดนั้น
เหยียนเซียวพิงม้าไม้กระโดดข้างตัว พูดอธิบายอย่างเกียจคร้านว่า
“ฉันไม่ได้ลงมือช่วยเธอเป็นพิเศษหรอก ถ้าฉันไม่ปามือถือของพวกนั้นทิ้ง คนที่โดนซ้อมต่อไปก็คงเป็นฉัน พูดให้ถูกคือฉันช่วยตัวเอง ส่วนเธอแค่พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย”
“แต่...” เซี่ยหว่านหว่านยังอยากพูดอะไรบางอย่าง ทว่าเหยียนเซียวขัดขึ้นอีกครั้ง
“แต่จะว่าไปแล้ว...”
เหยียนเซียวเหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ เขาลูบคาง ดันแว่นบนสันจมูก แล้วหรี่ตามองเซี่ยหว่านหว่านตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่หลายครั้ง
“คิดดูให้ดี เรื่องนี้ก็มีสาเหตุมาจากเธอไม่มากก็น้อย”
“ถ้าเธอไม่ไปหาเรื่องจ้าวเหยียน ฉันก็คงไม่โดนลากเข้าไปเกี่ยวด้วย ขนมปังบริสุทธิ์ของฉันก็ไม่ต้องเจอชะตากรรมแบบนี้”
เขาชี้ไปยังซากขนมปังที่เสียสภาพจนแทบดูไม่ออกว่าเป็นอะไรบนพื้น
“เพราะงั้น แค่พูดขอบคุณคำเดียวไม่พอ ต้องมีค่าตอบแทนเป็นเรื่องเป็นราวด้วย”
“ค่าตอบแทนเป็นเรื่องเป็นราว...”
เซี่ยหว่านหว่านยืนนิ่งค้างอยู่กับที่
คำพูดนี้คลุมเครือมาก
ยิ่งในห้องเก็บอุปกรณ์ที่แสงสลัว มีแค่พวกเขาสองคน ก็ยิ่งชวนให้คิดไปไกล
เพราะหน้าตาและรูปร่างโดดเด่นเกินไป เซี่ยหว่านหว่านจึงถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมมามากมายตั้งแต่เด็กจนโต
นอกจากการจงใจกลั่นแกล้งจากพวกผู้หญิงด้วยกันแล้ว
ยังมีพวกผู้ชายที่เอาอกเอาใจและประจบประแจงเธอเกินเหตุอีก
พวกเขามักอ้างว่า “ชอบเธอ” หรือ “อยากเป็นเพื่อนกับเธอ” เพื่อเข้าหาและเอาใจจนเกินพอดี
แต่สายตาโจ่งแจ้งของพวกนั้นกลับมองวนเวียนอยู่บนใบหน้ากับหน้าอกของเธอ ความโลภและความปรารถนาในแววตาเหนียวหนืดราวกับแมลง ทำให้เธอคลื่นไส้ขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
เซี่ยหว่านหว่านกัดริมฝีปากล่างสีชมพูแน่นจนแทบเลือดซิบ
หรือว่าเหยียนเซียวที่อยู่ตรงหน้าก็เป็นเหมือนคนพวกนั้นเหมือนกัน?
เขาก็อยากทำอะไรกับเธอ...
ภาพเลวร้ายและสกปรกมากมายผุดขึ้นมาในหัวอย่างควบคุมไม่ได้
ร่างกายของเธอเริ่มสั่นน้อย ๆ เพราะความหวาดกลัวและความอับอาย
ความซาบซึ้งและอบอุ่นใจที่เพิ่งเกิดขึ้นในใจ ถูกความสิ้นหวังเย็นเยียบกลบหายไปในพริบตา
ที่แท้บนโลกนี้ก็ไม่มีฮีโร่อยู่จริง
ความหวังดีทุกอย่างล้วนเป็นเพียงน้ำตาลเคลือบความปรารถนาเอาไว้
เหยียนเซียวมองสีหน้าที่ซีดเผือดลงฉับพลันของเด็กสาวตรงหน้า รวมถึงอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงรุนแรง แล้วเครื่องหมายคำถามก็ค่อย ๆ ผุดขึ้นเหนือศีรษะ
???
แค่ชดใช้ค่าขนมปังเอง ต้องคิดหนักขนาดนั้นเลยเหรอ?
ที่เขาพูดยังไม่ชัดเจนพออีกหรือไง?
เมื่อเห็นสีหน้าของเด็กสาวเลื่อนลอยขึ้นเรื่อย ๆ เดี๋ยวก็ประหม่า เดี๋ยวก็หวาดกลัว แล้วจู่ ๆ ก็เหมือนตัดสินใจอะไรได้ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย เขาก็อดหงุดหงิดใจไม่ได้
นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?
เหยียนเซียวเงียบงัน
เขาขี้เกียจรอต่อแล้ว จึงยื่นมือออกไปแบฝ่ามือตรงหน้าเซี่ยหว่านหว่าน แล้วพูดให้ชัดเจนเอง
“จ่ายเงินมา”
“...เอ๊ะ?”
เซี่ยหว่านหว่านชะงักไป
ผ่านไปหลายวินาที สมองที่เหมือนค้างไปแล้วของเธอถึงค่อยเริ่มทำงานอีกครั้ง
เธอมองฝ่ามือที่เหยียนเซียวแบอยู่ตรงหน้าอย่างเหม่อลอย ก่อนจะเงยหน้ามองใบหน้าที่เขียนคำว่า “หมดความอดทน” ไว้เต็มไปหมด
เงินเหรอ?
ค่าตอบแทนที่เขาพูดถึง...คือเงิน?
ไม่ใช่...ไม่ใช่อย่างที่เธอคิด...
ความรู้สึกร้อนวูบที่ปะปนทั้งความละอายและความโล่งใจแล่นขึ้นมาบนหัว ทำให้แก้มของเธอร้อนผ่าวขึ้นมาทันที
สวรรค์ เซี่ยหว่านหว่าน นี่เธอกำลังคิดอะไรอยู่เนี่ย!
เหยียนเซียวช่วยเธอเอาไว้แท้ ๆ ทำไมถึงเอาความคิดต่ำช้าแบบนั้นไปคาดเดาเขาได้!
เพื่อกลบเกลื่อนความกระอักกระอ่วนที่ทำให้อยากแทรกแผ่นดินหนีเมื่อครู่ เซี่ยหว่านหว่านจึงหันหลังอย่างลนลาน แล้วค้นกระเป๋านักเรียนเก่าของตัวเอง
กระเป๋าของเธอเก่ามากแล้ว ซิปก็รูดไม่ค่อยดี เธอพยายามรูดอยู่หลายครั้งอย่างกระวนกระวายกว่าจะเปิดได้ จากนั้นก็หยิบกระเป๋าสตางค์ผ้าขนาดเล็กที่เก่าไม่แพ้กันออกมา
“ฉัน...ฉันมีเงินสดอยู่ตรงนี้
เหยียนเซียว นายดูหน่อยว่าแค่นี้...พอไหม?”
