บทที่ 3 เลือดไก่ป่าหนึ่งถ้วย
ปีที่ฉันอายุสามขวบ ตรงกับช่วงภัยแล้งหนัก วันเกิดครบสามขวบของฉัน ผู้ใหญ่ในหมู่บ้านแทบทุกคนออกไปรดน้ำที่นา ครอบครัวฉันก็เหมือนกัน ปล่อยให้ฉันอยู่บ้านคนเดียว
ที่บ้านเหลือเลือดไก่ป่าไว้ถ้วยหนึ่ง บอกว่าหิวก็ให้กินเอง
แม้จะเพิ่งสามขวบ แต่ฉันฉลาดกว่าเด็กทั่วไป และเชื่อฟังมาก เล่นอยู่ในลานบ้านคนเดียว
หลายปีมานี้ ฉันอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด ไม่มีเด็กคนไหนอยากเล่นด้วย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ใหญ่ที่บ้านไม่ให้ บอกว่าฉันเป็นตัวประหลาดโดยกำเนิด ชาวบ้านก็รู้ว่าฉันไม่เคยกินข้าว ดื่มแต่เลือด แล้วทุกคืนเซเบิลกับจิ้งจอกจะแอบมาส่งของให้ที่บ้าน ใครๆ ก็หลบหน้าฉันเหมือนหนีพิษงู
วันเกิดปีนั้น ฉันก็เหมือนเดิม เล่นอยู่ในลานบ้านคนเดียว กำลังฉี่รดรังมด จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเด็กๆ เล่นหัวเราะกันอยู่นอกรั้ว มันดึงดูดฉันทันที
สามปีมานี้ โดยพื้นฐานฉันแทบไม่ได้ออกจากลานบ้านนี้เลย เพราะคนในหมู่บ้านต่างรังเกียจฉัน ใครเห็นก็จะหลบเลี่ยง
แต่ฉันอยากมีเพื่อนเล่นมากเหลือเกิน ต่อให้มีเด็กสักคนมาพูดด้วยก็ยังดี
พอได้ยินเสียงเคลื่อนไหวนอกรั้ว ฉันก็วิ่งไปที่ประตูลาน แล้วมองลอดช่องประตูออกไปข้างนอก
หน้าลานบ้านฉันมีกองทรายเล็กๆ เป็นทรายที่เพื่อนบ้านข้างๆ กองไว้เตรียมสร้างบ้าน มีเด็กสักสี่ห้าคนกำลังเล่นทรายอยู่บนกองนั้น หัวเราะพูดคุยกัน ฉันเห็นแล้วใจคันยิบๆ
ตอนนั้นเพิ่งสามขวบ ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็วิ่งตรงเข้าไป อยากเล่นกับเด็กพวกนั้น
แต่พอมีเด็กคนหนึ่งเห็นฉัน ก็ทำหน้าหวาดกลัวขึ้นมาทันที มีเด็กอายุมากกว่าหน่อยชี้มาที่ฉันแล้วว่า “ตัวประหลาดมาแล้ว ตัวประหลาดกินเลือดมาแล้ว ใครพูดกับมันใครก็จะโชคร้าย”
เสียงตะโกนนี้ดังขึ้น เด็กเล่นทรายหลายคนก็วิ่งหนีหายไปในพริบตา ทิ้งให้ฉันยืนเดียวดายอยู่ตรงนั้น
เด็กพวกนี้วิ่งหนีเร็วมาก ข้าวของเล่นทรายก็ทิ้งไว้บนกองทราย พอเห็นพวกเขาหนีไป ใจฉันก็ห่อเหี่ยว แต่ไม่เป็นไร พวกเขาหนีไป ฉันก็เล่นเอง
ฉันหยิบเครื่องมือเล่นทรายขึ้นมา แล้วนั่งยองๆ บนกองทรายเล่นคนเดียว ทันใดนั้นเอง จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากอีกฟากของกองทราย “เราเล่นทรายด้วยกันไหม”
ฉันเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเป็นเด็กอ้วนกลม อายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉัน มีน้ำมูกสองเส้นห้อยย้อย แต่แต่งตัวค่อนข้างสะอาด
ฉันยิ้มให้เขา บอกว่า ได้สิ เล่นด้วยกัน เรามาสร้างบ้านหลังใหญ่กัน
ทุกคนวิ่งหนีไปหมด เหลือแต่ไอ้เจ้าอ้วนนี่คนเดียว เขารุ่นราวคราวเดียวกับฉัน ต่างอยู่ในวัยไม่รู้จักกลัว
เราสองคนนั่งเล่นทรายบนกองทรายกันอย่างสนุกสนาน ย่อกางเกงเป้าเปิดเล่นทราย
สักพัก จู่ๆ เจ้าอ้วนก็ล้วงลูกอมออกมาจากตัวหนึ่งเม็ด ยื่นให้ฉันพลางว่า “ลูกอม หวาน…”
ฉันไม่เคยกินลูกอม เพราะนอกจากเลือดแล้ว ฉันไม่เคยกินอะไรอย่างอื่นเลย แต่ก็รับมา ใส่เข้าปาก กลับไม่ได้ลิ้มรสอะไร
ตอนนั้นกินลูกอมของเจ้าอ้วน ก็รู้สึกว่าเขาดีกับเรา เราก็ควรดีกับเขาบ้าง ระหว่างเคี้ยวลูกอม ฉันก็บอกเขาไปว่า “ฉันก็มีของกินอร่อยๆ เหมือนกัน ฉันจะไปเอามาให้ เธอรอแป๊บนะ”
ว่าแล้ว ฉันก็วิ่งต้วมเตี้ยมเข้าไปในบ้าน ยกถ้วยเลือดไก่ป่าที่พ่อแม่เหลือไว้ให้ฉันออกมา
เจ้าอ้วนไม่รู้ว่ามันคืออะไร ฉันเลยทำให้ดูเป็นตัวอย่าง จิบเข้าไปหนึ่งอึก ปากเลยแดงแจ๋ เจ้าอ้วนหัวเราะคิกคัก ฉันก็หัวเราะตาม เขาก็ยกถ้วยขึ้นดื่มบ้าง แต่เพิ่งดื่มไปอึกเดียว ถ้วยในมือเกิดไม่มั่นคง เลือดทั้งถ้วยหกใส่ตัวเขาไปหมด
นี่มันเสบียงของฉันนะ พอเห็นหกเกลี้ยง ฉันก็ปวดใจแทบแย่
กำลังไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทันใดนั้นข้างหลังก็มีเสียงกรีดร้องอย่างเสียสติดังขึ้น
“อีตัวประหลาด สารเลว! กล้าทำร้ายลูกฉัน!” หญิงชั่วร้ายคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ไม่พูดไม่จา ฉวยคอเสื้อฉันขึ้นแล้วเหวี่ยงออกไปไกล กระแทกลงบนพื้นอย่างแรง ตอนนั้นฉันเจ็บมาก หมอบอยู่กับพื้นแล้วร้องไห้โฮออกมา
ระหว่างที่ฉันร้องไห้ จู่ๆ ก็เห็นไม่ไกลนักมีดวงตาสีเขียวเรืองหลายคู่จ้องมองฉัน แล้วก็จ้องมองอีหญิงนั่นด้วย
นางอุ้มเจ้าอ้วนขึ้นมาทันที พลิกดูด้วยความเจ็บปวดใจ พบว่าไม่ได้บาดเจ็บอะไร มีแค่เลือดหกใส่ตัวเขา
แต่นางก็ยังไม่หายแค้น วิ่งมาข้างๆ ฉันที่ร้องไห้โฮอยู่แล้วเตะอีกสองที “อีสัตว์เดรัจฉานสารเลว กล้าป้อนเลือดลูกฉัน ดูสิฉันจะตบแกให้ตาย”
เด็กสามขวบคนหนึ่ง ถูกนางเตะทีเดียวก็กระเด็นออกไปไกล เจ็บจนฉันร้องไห้ไม่ออก
ดีที่ตอนนั้นปู่ของฉันแบกจอบกลับมาพอดี เห็นนางยังรุมทำร้ายฉันอยู่ ก็พุ่งเข้าไปทันที ผลักนางออก แล้วพูดด้วยน้ำเสียงโกรธว่า “เมียเจ้าสาม นี่เธอตีหลานฉันทำไม”
“แก่ยังหน้ามาถามอีก รีบถามตัวประหลาดนี่ซิว่านางทำอะไรลงไป นางป้อนเลือดลูกฉัน ถ้าเกิดเป็นอะไรขึ้นมา ฉันจะเอาชีวิตคนตระกูลอู๋พวกแกไปชดใช้!” นางเท้าสะเอว โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
ปู่อุ้มฉันขึ้นจากพื้นทันที เห็นฉันร้องไห้จนเป็นตาน้ำ ก็พลอยปวดใจไปด้วย
แล้วหันไปดูเจ้าอ้วน ก็สะดุ้งตกใจทันที เจ้าอ้วนนั่นเลือดหกใส่ทั้งตัวเปื้อนแปดเปื้อนไปหมด ดูแล้วน่ากลัวมาก
เลือดนี้ฉันดื่มไม่เป็นไร แต่เด็กธรรมดากินเข้าไป ต้องเกิดเรื่องแน่ ปู่ของฉันรู้ตัวว่าผิดเอง ก็พูดอะไรไม่ออก รีบกล่าวขอโทษแล้วอุ้มฉันกลับบ้าน
แต่นางก็ยังไม่เลิกรา ยืนปากประตูบ้านฉันด่าทออย่างรุนแรง ดึงดูดเพื่อนบ้านมาไม่น้อยมายืนมอง
ตอนที่ปู่อุ้มฉันขึ้น ก็ยังมองเห็นดวงตาสีเขียวเรืองๆ ซ่อนตัวอยู่ในพงหญ้าจ้องมองฉัน และก็จ้องมองอีหญิงนั่นด้วย
“เสี่ยวเจี๋ย ไม่ใช่บอกให้อยู่บ้านดีๆ รึ เธอวิ่งออกไปทำไม” ปู่วางฉันลง
เสี่ยวเจี๋ยเป็นชื่อเล่นของฉัน ชื่อจริงว่าอู๋เจี๋ย เจ้าอู๋ป้านเซียนบอกว่าฉันเป็นคนรับเคราะห์ มีเคราะห์สิบแปดคราตลอดชีวิต ปู่จึงตั้งชื่อนี้ให้ฉัน
“เล่น… ฉันอยากไปเล่นกับพวกเขา เขาให้ลูกอมฉันกิน ฉันก็ให้ของกินอร่อยๆ เขา…” ฉันพูดสะอึกสะอื้น
ปู่ฟังแล้ว อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเฮือกยาว แต่ก็จนปัญญา
จิตใจเด็กมีแต่คิดว่า เอาสิ่งล้ำค่าที่สุดของตนให้เพื่อน ก็คือดีแล้ว จะมีเจตนาร้ายอะไร
พ่อแม่กลับมา ได้ฟังเรื่องนี้ จึงสั่งสอนฉันอย่างหนัก บอกว่าต่อไปจะไม่ให้ฉันออกจากบ้านอีก
คนในบ้านคิดว่าเรื่องนี้จบลงแค่นั้น ความจริงแล้วมันเพิ่งเริ่มต้น
เพราะเช้าวันรุ่งขึ้น มีคนไปพบศพเมียเจ้าสามที่เขาด้านหลัง สภาพตายน่าสยดสยองมาก ศพไม่รู้ถูกสัตว์ป่าอะไรกัด แถบทั้งร่างเป็นรูโบ๋พรุนไปหมด บาดแผลเต็มไปทั่ว เนื้อดีๆ บนร่างไม่เหลือสักชิ้น โดยเฉพาะเท้าข้างหนึ่ง ถูกแทะจนเหลือแต่กระดูก
และเท้าข้างที่ถูกแทะนั่น ก็คือข้างที่ใช้เตะฉันในตอนนั้นนั่นเอง