ลมหนาวบาดกระดูก
หลี่จินหมิงอดสั่นสะท้านไม่ได้ ถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองสวมเสื้อผ้ามาน้อยไปหน่อย
แต่เขาอุตส่าห์เดินออกจากบ้านไปอย่างองอาจแล้ว จะให้ย้อนกลับไปบอกว่าหนาว อยากหาเสื้อมาใส่เพิ่ม ก็ดูเสียฟอร์มเกินไป
เขาเลี้ยวไปทางบ้านพ่อแม่อย่างลับ ๆ ล่อ ๆ ค้นหาเสื้อโค้ตของพ่อมาสวม แล้วค่อยย่องออกจากหมู่บ้านไป
เดินลัดผ่านภูเขาด้านหลัง ใช้เวลาเพียงชั่วโมงกว่า ๆ ก็มาถึงป่าลึก
เพราะมีสัตว์ป่าออกมาเพ่นพ่าน อีกทั้งเขาไม่ได้พกปืนมาด้วย จึงตัดฟืนอยู่แค่บริเวณรอบนอก ได้มาหลายร้อยชั่งแล้วเก็บเข้าไปในมิติทั้งหมด
มิติขนาด 10 ตารางเมตร ไม่ใหญ่แต่ก็ไม่เล็ก
แม้จะใส่ฟืนหนักหลายร้อยชั่งเข้าไปแล้ว ก็ยังเหลือที่ว่างอีกมาก
“มีมิตินี่สะดวกจริง ๆ” หลี่จินหมิงพูดอย่างดีใจ
ยิ่งไปกว่านั้น เวลาในมิตินี้ยังหยุดนิ่ง ผลไม้ ผัก และเนื้อสัตว์ที่เก็บไว้ข้างในจึงคงความสด ไม่เน่าเสีย ความสามารถนี้ไม่ต่างจากตู้เย็นเลย ใช้ประโยชน์ได้ดีมาก
“หลี่จินหมิง มาทำอะไรในป่าน่ะ? มาตัดต้นไม้หรือไง?” ระหว่างทางกลับ เขาเจอกับผู้ดูแลป่าชราแซ่จ้าวที่กำลังตรวจลาดตระเวน
หลี่จินหมิงยิ้มตอบ “ผมไม่ใช่เฉียงจื่อหัวล้านสักหน่อย จะไปตัดต้นไม้มั่วซั่วได้ยังไง”
“พูดจาเหลวไหลอะไรของแก?” ลุงจ้าวหรี่ตามองอย่างสงสัย “ฉันบอกไว้ก่อนนะ ป่านี่เป็นป่าของส่วนรวม ถ้าแกกล้าตัดต้นไม้ ต่อให้พ่อแกเป็นหัวหน้าหมู่บ้านก็ช่วยแกไม่ได้หรอก”
“โธ่ ลุง ผมเป็นคนไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีขนาดนั้นหรือไง?”
“แล้วแกไม่ใช่หรือไง ไอ้เด็กเหลือขออย่างแกตั้งแต่เด็กก็แอบดูแม่ม่ายอาบน้ำ โตขึ้นมาก็เอาแต่เที่ยวไล่จับไก่ตีหมา แถมยังไปแต่งเมียสาวปัญญาชนจากในเมืองมาตั้งสามคน แกมันเหลวแหลก…”
“แค่ก ๆ ลุงนี่ก็เอาเรื่องน่าอายของผมมาพูดทำไม”
หลี่จินหมิงรีบเผ่นหนี
ลุงจ้าวมีอาวุโสสูง เขาไม่กล้าไปมีเรื่องด้วย
“พ่อ แม่ ผมคิดถึงพ่อแม่แทบแย่แล้ว…” ตอนเดินผ่านไร่นา เขาเห็นเงาสองร่างที่คุ้นตาแต่ก็แปลกหน้า จึงรีบโบกมือ น้ำตาแทบจะไหลออกมา
พอพ่อกับแม่เห็นเขา ก็สบถด่าลั่น “ไสหัวไป!”
“ไอ้ตัวซวย แกทำไมไม่ตายไปซะ…” พ่อคว้าจอบเหล็กวิ่งตรงเข้ามา
ให้ตายสิ มีคนที่ไม่ควรไปยุ่งด้วยเพิ่มมาอีกสองคนแล้ว
เผ่นก่อน!
หลี่จินหมิงรีบวิ่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว
“ฟืนล่ะ?” โจวเสี่ยวถิงเดินออกมาจากในบ้าน พอเห็นว่าเขามามือเปล่า ก็อดถามไม่ได้
หลี่จินหมิงหอบหายใจเล็กน้อย “ใจเย็นก่อนสิ”
เขาหันเข้าไปในห้องเก็บฟืน ก่อนหยิบฟืนหนักกว่าร้อยชั่งออกมาจากมิติ แล้วเดินออกมาอย่างภาคภูมิใจพร้อมรอยยิ้ม “มาดูสิ”
โจวเสี่ยวถิงเดินตามมาด้วยความสงสัย พอเข้าห้องเก็บฟืนและเห็นกองฟืนสูงเป็นภูเขาลูกย่อม ๆ ก็ถึงกับตะลึง “แม่เจ้า ไปหามาเยอะขนาดนี้ได้ยังไง?”
หลี่จินหมิงยิ้มอย่างภูมิใจ “ยังมีอีกเยอะ แต่ฉันยังไม่ได้เอาออกมา”
เขาหมายถึง ‘เอาออกมา’ จริง ๆ แต่โจวเสี่ยวถิงคิดว่าเขาพูดผิด จึงไม่ได้ใส่ใจ “เก่งจริง ๆ นะ ฟืนตั้งเยอะขนาดนี้ เหนื่อยไหม?”
แค่คิดถึงทางขึ้นเขายาว 5 กิโลเมตร แล้วเขายังแบกฟืนกลับมามากขนาดนี้ เธอก็รู้สึกปวดใจแล้ว
หลี่จินหมิงรวบตัวเธอเข้ามากอด “ไม่เหนื่อยหรอก เพื่อพวกเธอแล้ว ต่อให้ทำอะไรฉันก็ไม่เหนื่อย”
โจวเสี่ยวถิงถูกเขากอดไว้ในอ้อมแขน ชะงักไปเล็กน้อย ใบหน้าแดงซ่าน ก่อนผลักเขาออก “อย่ามาเล่นนะ”
ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยทะเลาะกันเรื่องกลับเข้าเมืองกับเรื่องลูก ช่วงนี้ความสัมพันธ์จึงค่อนข้างห่างเหิน อยู่ ๆ เขาก็เข้ามาสนิทสนมแบบนี้ เธอเลยปรับตัวไม่ทัน
หลี่จินหมิงหัวเราะร่า แล้วฉวยโอกาสหอมแก้มเธอ “เป็นแม่คนแล้ว ยังจะอายอะไรอีก คืนนี้เรานอนเตียงเตาเดียวกันเถอะ”
“แหม ๆ ช่างเถอะ ไปหาภรรยาใหม่ของนายดีกว่า” ซุนซิ่วเอ๋อเดินออกมา พูดเหน็บแนม “เมื่อกี้ตู้เจวียนมาหานาย รีบไปหาคนรักของนายเถอะ”
“ตู้เจวียน?” หลี่จินหมิงขมวดคิ้วนิด ๆ
ตู้เจวียนเป็นภรรยาคนที่สี่ของเขา ไม่ใช่สาวปัญญาชน ยุคนี้สาวปัญญาชนแทบจะกลับเข้าเมืองกันหมดแล้ว ภรรยาใหม่ที่เขาไปเกี้ยวพาราสีด้วยเป็นสาวงามอันดับหนึ่งของหมู่บ้าน ทั้งอายุน้อยและหน้าตาสะสวย
แต่เมื่อเทียบกับหน้าตาแล้ว นิสัยของเธอกลับแย่เอามาก ๆ
ทั้งปากจัดและเห็นแก่เงิน
ชาติที่แล้ว พอเขาตกงานจากโรงงานแปรรูปเนื้อ ตู้เจวียนก็ไม่อยากแต่งงานแล้ว หลี่จินหมิงเกลี้ยกล่อมอยู่นานกว่าจะทำให้เธอใจอ่อน แต่เธอกลับยื่นข้อแม้ว่าเขาต้องไล่อดีตภรรยาทั้งสามกับลูก ๆ ออกไปเสียก่อน ถึงจะยอมแต่งเข้าบ้าน อดีตภรรยาทั้งสามเองก็รู้สึกว่าทนอยู่ต่อไปแบบนี้คงไม่ใช่เรื่อง จึงฉวยโอกาสนี้พาลูกกลับเข้าเมือง หลี่จินหมิงถึงได้แต่งกับตู้เจวียน
หลังแต่งงาน ตู้เจวียนเอาแต่เล่นไพ่ทุกวัน ไม่ช่วยดูแลบ้าน หลี่จินหมิงจึงทะเลาะตบตีกับเธออยู่บ่อย ๆ
ทั้งคู่หย่ากันสองครั้ง แล้วก็กลับมาคืนดีกันอีก
เพราะผู้หญิงคนนี้สวยจริง ๆ แถมพออายุเลย 30 ไปแล้วก็ยิ่งดูเป็นผู้ใหญ่ มีเสน่ห์เย้ายวน
หลี่จินหมิงหักห้ามใจตัวเองไม่อยู่ จึงใช้ชีวิตทรมานกับเธอไปครึ่งค่อนชีวิต
จนกระทั่งเธอล้มป่วยตอนอายุห้าสิบกว่า ความสัมพันธ์อันเลวร้ายของทั้งคู่ถึงได้สิ้นสุดลง
“เธอมาทำไม?”
“รู้ว่านายตกงาน ก็เลยอยากถอนหมั้นน่ะสิ”
ซุนซิ่วเอ๋อดูสะใจอยู่ไม่น้อย
หานเสวี่ยอุ้มลูกสาว สีหน้าเคร่งเครียดขณะมองหลี่จินหมิง
เมียคนที่สามเป็นคนที่ไม่มั่นคงในใจที่สุด เธอกลัวว่าถ้าตู้เจวียนแต่งเข้ามาแล้ว จะไล่เธอกับลูกออกไป
“จะเอาใหญ่แล้วนะ ฉันยังไม่อยากแต่งกับเธอด้วยซ้ำ” หลี่จินหมิงฮึดฮัดอย่างโมโห
ผู้หญิงคนนั้นสวยก็จริง แต่นิสัยแย่เหลือเกิน
หม้อแตกอย่างฉัน ไม่คิดจะไปหาฝาหม้อแตกใบเดิมมาใส่อีกแล้ว
ผู้หญิงทั้งสามชะงักไปพร้อมกัน โจวเสี่ยวถิงถามอย่างประหลาดใจ “เมื่อก่อนนายชอบเธอมากไม่ใช่หรือ?”
“เธอก็แค่หน้าตาดีหน่อย แต่นิสัยแย่มาก ทั้งดูถูกคนจนและชอบคนรวย ถ้าฉันแต่งเธอเข้าบ้าน ชีวิตคงไม่มีวันสงบสุขแน่” หลี่จินหมิงตอบ
ผู้หญิงทั้งสามมองหน้ากัน ก่อนจะพากันถอนหายใจโล่งอก
ซุนซิ่วเอ๋อยิ้มพูด “ก็จริง พวกเราสามคนคอยปรนนิบัตินายทุกวัน จนนายชินกับชีวิตเศรษฐีเจ้าที่ดินแล้ว คงไม่อยากกลับไปจนอีกสินะ”
“อย่าพูดเหลวไหล” โจวเสี่ยวถิงส่งสายตาปราม
คำอย่างเจ้าที่ดิน เศรษฐีชาวนา หรือกลับไปจน ในยุคนี้พูดออกมาแล้วมีสิทธิ์โดนวิจารณ์เอาได้
ซุนซิ่วเอ๋อตกใจ รีบกวาดตามองไปรอบ ๆ พอเห็นว่าไม่มีใครได้ยิน ก็โล่งอกพลางตบอกตัวเอง
“พ่อ ผมอยากกินเนื้อ” หลี่เจี้ยนจวิน ลูกชายคนโตวัยหกขวบดูดนิ้วแล้วพูด
“เนื้อหรือ?”
หลี่จินหมิงชะงัก
พอมองลูกชายที่ผอมแห้ง เขาก็รู้สึกปวดใจแล้วพูดว่า “ได้สิ พ่อจะไปหาเนื้อมาให้กินเดี๋ยวนี้แหละ”
โจวเสี่ยวถิงรีบห้าม “นายเพิ่งถูกให้ออกจากงาน มีเงินอยู่แค่นิดเดียว อย่าใช้สุรุ่ยสุร่ายเลย”
“นั่นสิ นายเพิ่งทำงานได้ไม่ถึงเดือน กว่าจะได้เงินมาก็ไม่ง่าย อย่าซื้อเนื้อเลย ซื้อแป้งข้าวโพดหยาบมาสักหน่อยดีกว่า บ้านเราจะได้กินได้นาน ๆ” ซุนซิ่วเอ๋อพูด
แม้หลี่จินหมิงจะถูก ‘ให้ออก’ จากโรงงานแปรรูปเนื้อ แต่เขาก็ทำงานมาเกือบเดือน อย่างน้อยก็ได้เงินเดือนมา 24 หยวน
เขาล้วงกระเป๋าดูแล้วก็พบว่าไม่มีเงิน จากนั้นจึงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกลับเข้าห้องไปหยิบผ้าลายดอกที่มัดเป็นก้อนใต้หมอนออกมา พอคลี่ดู ก็เห็นธนบัตรใบย่อยกว่ายี่สิบหยวน พร้อมคูปองธัญพืชและคูปองผ้าอีกสองสามใบ
เขาจำได้ว่าคูปองผ้าพวกนี้เก็บไว้ตั้งใจจะซื้อผ้ามาตัดชุดใหม่ให้ตู้เจวียน
“พี่ เงินกับคูปองพวกนี้ พี่เอาไว้ใช้จ่ายในบ้านนะ” เขาเดินออกจากห้อง แล้วยัดเงินกับคูปองใส่มือโจวเสี่ยวถิง อดีตภรรยาของเขา
โจวเสี่ยวถิงคลี่ผ้าลายดอกออก พอเห็นธนบัตรใบย่อยเรียงอยู่หลายใบก็ประหลาดใจ “ให้เงินฉันไว้ใช้จ่ายในบ้านเยอะขนาดนี้เลยหรือ?”
ปกติหลี่จินหมิงให้เงินเธอทีละหนึ่งหรือสองหยวน พอใช้หมดแล้วค่อยขอเพิ่ม
วันนี้เขายกเงินเก็บทั้งหมดให้เธอเลยหรือ?
“พี่เป็นคนดูแลบ้าน ทั้งเรื่องในบ้านและนอกบ้าน เงินนี่พี่เก็บไว้เถอะ” หลี่จินหมิงผ่านชีวิตมาถึงสองชาติ จะไม่รู้ได้อย่างไรว่าใครควรค่าแก่ความไว้วางใจ “อย่าใช้ชีวิตกระเบียดกระเสียรเกินไปเลย ต่อจากนี้มีฉันอยู่ บ้านเราต้องได้กินเนื้อทุกมื้อ”
ลูกชายคนโตกระโดดตบมืออย่างดีใจ “กินเนื้อ! กินเนื้อ!”
ผู้หญิงทั้งสามมองหลี่จินหมิงที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวา รู้สึกว่าเขาก็ยังวางท่าอวดเก่งเหมือนเดิม ไม่ค่อยเอาไหน แต่ขณะเดียวกันก็เหมือนจะโตเป็นผู้ใหญ่และสุขุมขึ้นแล้ว…
ภาพลวงตาแน่ ๆ ต้องเป็นภาพลวงตาแน่ ๆ