หลายวันต่อมา ชีวิตของฟู่หนานโจวดำเนินไปอย่างเป็นกิจวัตรและเต็มไปด้วยสิ่งให้ทำ
ทุกเช้าหลังตื่นนอน เขาจะใช้น้ำจากบ่อน้ำพุวิญญาณต้มโจ๊กหม้อหนึ่ง ค่อย ๆ กินจนหมด จากนั้นก็นำสมุนไพรออกมาตากแดด ชนิดที่ต้องหั่นก็หั่น ชนิดที่ต้องบดก็บด ส่วนที่ต้องตากให้แห้งก็นำไปตาก
ห้องพยาบาลแม้จะไม่ใหญ่ แต่เขาจัดเก็บจนเป็นระเบียบเรียบร้อย
โต๊ะเก้าอี้ในห้องตรวจสะอาดเอี่ยมจนไร้ฝุ่น ขวดโหลในห้องยาเรียงเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ สมุนไพรแต่ละชนิดติดป้ายระบุชื่อและสรรพคุณไว้หมด
ชาวบ้านมาหาหมอ ไม่ว่าจะปวดหัวเป็นไข้หรือฟกช้ำจากการหกล้ม เขาก็ตรวจรักษาอย่างตั้งใจ ต้องจ่ายยาก็จ่ายยา ต้องฝังเข็มก็ฝังเข็ม
ผู้สูงอายุคนหนึ่งพูดว่า “มือคุณหมอฟู่เบามาก ฝังเข็มแล้วไม่เจ็บเลย”
เด็กคนหนึ่งพูดว่า “ยาลูกกลอนที่คุณหมอฟู่ให้หวานด้วย!”
หญิงคนหนึ่งพูดว่า “คุณหมอฟู่ตรวจคนไข้ ไม่รังเกียจทั้งสกปรกทั้งเหม็น ใจดีกว่าหมอที่สถานีอนามัยสหกรณ์เสียอีก”
ชื่อเสียงของฟู่หนานโจวในกองพลหงซิงค่อย ๆ เป็นที่รู้จักขึ้นมา
หลิวเต๋อฮ่าวพอใจเขามาก จึงพูดกับภรรยาลับหลังว่า “ปัญญาชนที่ถูกส่งมาชนบทคนนี้ ฉันมองไม่ผิดจริง ๆ มีความสามารถ ไม่เรื่องมาก เป็นคนทำงานได้”
ภรรยาเบ้ปาก “คุณไม่ได้ชอบที่เขาเอาบุหรี่มาให้หรอกหรือ? แถมเขายังรักษาคนเป็น อย่างน้อยก็ไม่ต้องเสียเวลาไปสถานีอนามัยสหกรณ์ด้วย”
หลิวเต๋อฮ่าวหัวเราะแหะ ๆ “นั่นก็เป็นความสามารถเหมือนกัน ปัญญาชนคนอื่นไม่ก่อเรื่องให้ฉันก็ดีถมไปแล้ว จะมีใครมาทำอะไรพวกนี้ให้ฉันอีกล่ะ?”
คำพูดนี้ก็เป็นความจริง
หมอเท้าเปล่าของกองพลหงซิงเปลี่ยนมาแล้วสามคน สองคนแรกเป็นคนในหมู่บ้าน ฝีมือรักษาโรคธรรมดา แต่ทำตัววางท่าไม่น้อย เอะอะก็ไล่ให้คนไปสถานีอนามัยสหกรณ์
คนที่สามตั้งใจทำงานอยู่หรอก น่าเสียดายที่ทำได้แค่ครึ่งปีก็แต่งงานย้ายไปอยู่อีกอำเภอ
ฟู่หนานโจวเป็นคนที่สี่ และยังเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดด้วย
แต่ก็เป็นคนที่พึ่งพาได้ที่สุดเช่นกัน
ช่วงหลายวันนี้ ฟู่หนานโจวขึ้นเขาไปอีกสองครั้ง
ทุกครั้งที่ขึ้นเขา เขาจะคอยสังเกตเงาร่างลึกลับคนนั้นเป็นพิเศษ
ครั้งแรกที่ขึ้นเขา เขาไม่เห็นคนคนนั้น
