หลายวันต่อมา ฟู่หนานโจวทำตัวสงบเสงี่ยมเป็นพิเศษ
ทุกวันเขาตื่นแต่เช้า ช่วยโจวซู่อีทำอาหารเช้า กินเสร็จก็พาฟู่หนานซูไปเดินเล่นในลานบ้าน
พูดคุยกับเพื่อนบ้านบ้าง พอตกเที่ยงก็กลับมางีบ พอตกบ่ายอ่านหนังสือ ส่วนตอนกลางคืนก็กลับเข้าห้องนอนตรงเวลา
ว่าง่ายราวกับลูกชายตัวอย่าง
แต่จางหวยหย่วนรู้ดีว่าลูกชายคนนี้ไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เห็น
เย็นวันศุกร์ ฟู่หนานโจวนั่งรับลมอยู่ในลานบ้าน รถจี๊ปทหารคันหนึ่งก็จอดลงตรงหน้าประตู
ชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กระโดดลงจากรถ สวมเครื่องแบบทหาร บนบ่ามีแถบสองขีดกับดาวสี่ดวง ใบหน้าแข็งกร้าว คิ้วตาคล้ายจางหวยหย่วนอยู่หลายส่วน แต่บุคลิกกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เขาคือพี่ชายแท้ ๆ ของจางหวยหย่วน และเป็นลุงใหญ่ของฟู่หนานโจว—จางเจี้ยนกั๋ว
เขาทำงานอยู่ที่กรมเสนาธิการร่วม ปกติไม่ค่อยได้อยู่เมืองหลวง ครั้งนี้ตั้งใจลางานกลับมาโดยเฉพาะ
“พี่ใหญ่!”
โจวซู่อีรีบเดินเข้าไปต้อนรับ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “พี่มาได้ยังไงคะ ทำไมไม่บอกล่วงหน้าสักคำ ฉันจะได้ให้หวยหย่วนไปรับ”
“ไม่ต้องไปรับหรอก”
เสียงของจางเจี้ยนกั๋วดังกังวาน สายตาเลยผ่านเธอไปจับจ้องฟู่หนานโจวที่อยู่ในลานบ้านโดยตรง “นี่หนานโจวใช่ไหม?”
ฟู่หนานโจวลุกขึ้น ยืนก้มหน้าลงเล็กน้อย น้ำเสียงไม่ดังไม่เบา “สวัสดีครับลุงใหญ่”
จางเจี้ยนกั๋วเดินเข้ามา มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
เด็กคนนี้สวมเสื้อผ้าชุดใหม่ที่โจวซู่อีซื้อให้เมื่อหลายวันก่อน สะอาดสะอ้านก็จริง แต่ทั้งตัวดูผอมเกินไป สีหน้าก็ออกเหลือง เห็นได้ชัดว่าขาดสารอาหารมานาน
“เหมือนหวยหย่วนตอนหนุ่ม ๆ เลย”
จางเจี้ยนกั๋วพยักหน้า ก่อนยื่นมือไปตบไหล่ฟู่หนานโจวเบา ๆ “เด็กดี หลายปีมานี้ลำบากหน่อยนะ”
ฟู่หนานโจวเงยหน้าขึ้น ขอบตาแดงเรื่อ ริมฝีปากขยับราวกับอยากพูดอะไร แต่ก็กลืนคำพูดกลับลงไป สุดท้ายเพียงพยักหน้าแรง ๆ
จางเจี้ยนกั๋วเห็นแล้วก็ยิ่งรู้สึกหนักใจ
