เดือนหก แดดร้อนแรงแผดเผา
ใต้ต้นไหวเก่าแก่ตรงทางเข้าหมู่บ้านเฉินเจียจวงมีบ่อน้ำแปดเหลี่ยมอยู่แห่งหนึ่ง เมื่อมองลงไปในบ่อจะเห็นไอเย็นลอยอวลเป็นชั้น ๆ แตกต่างจากอากาศร้อนอบอ้าวด้านนอกอย่างสิ้นเชิง
หลิ่วชิงขดตัวอยู่บนแท่นหินกลมเกลี้ยงก้นบ่อ ร่างงูทั้งร่างดูเกียจคร้านยิ่งนัก
ในที่สุดก็ไม่ต้องไปทำงานแล้ว~
พอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็กลายเป็นงูเขียวตัวหนึ่ง
สำเร็จภารกิจจาก “มนุษย์เงินเดือน” กลายเป็น “เดรัจฉาน” ได้อย่างน่าตกตะลึง
ตอนแรกหลิ่วชิงตกใจจนแทบขวัญหนีดีฝ่อ แต่ต่อมาก็พบว่าเป็นสัตว์สบายกว่าการเป็นมนุษย์เงินเดือนเสียอีก ชีวิตกลับค่อย ๆ กระจ่างขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้น โลกที่เขามาเกิดใหม่แห่งนี้ดูเหมือนจะเป็นโลกที่มีพลังวิญญาณเบาบาง ในอากาศมีพลังวิญญาณ ส่วนในป่าเขาก็มีปีศาจและภูตผี
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังผูกติดกับระบบบ่อน้ำอธิษฐานด้วย
ฟังชื่อระบบแล้วดูน่าเกรงขามไม่น้อย ราวกับเป็นสิ่งที่ตัวเอกต้องมี หลิ่วชิงถึงกับเคยดีใจอยู่พักหนึ่ง คิดว่าคราวนี้ในที่สุดตัวเองก็ได้โอกาสทะยานขึ้นฟ้าเหมือนคนอื่นเขาเสียที
แต่ความเป็นจริงกลับฟาดหางใส่เขาอย่างแรง!
มันคือระบบบ่อน้ำอธิษฐาน ไม่ใช่ผู้อาวุโสที่พกติดตัว และยิ่งไม่ใช่ระบบที่แจกอุปกรณ์เทพให้ตอนล็อกอิน
ส่วนเขาก็คือ “วิญญาณบ่อ” มีสถานะคล้ายกับ “วิญญาณตะเกียง” ในตะเกียงวิเศษของอะลาดิน
ข้อจำกัดก็ตรงไปตรงมา หากมีคน ปีศาจ หรือสัตว์มาอธิษฐานข้างบ่อน้ำ เขาจึงจะรับรู้คำอธิษฐานได้ จากนั้นค่อยใช้พลังธูปเทียนที่บ่อน้ำอธิษฐานมีอยู่เพื่อทำให้คำขอเป็นจริง หากไม่มีใครมาอธิษฐาน เขาก็ทำได้แค่นอนบำเพ็ญเพียรอยู่ในบ่ออย่างสงบเสงี่ยม
ที่แย่กว่านั้นคือบ่อน้ำแห่งนี้ไม่ได้อยู่ในวัดของเมืองใหญ่ แต่ตั้งอยู่ข้างหมู่บ้านเล็ก ๆ ธรรมดาแห่งหนึ่ง
ชาวบ้านมักมานั่งหลบร้อน
พูดคุยกันข้างบ่ออยู่บ่อย ๆ แต่ไม่เคยมีใครตั้งใจอธิษฐานกับปากบ่อเลยสักคน
ไม่มีเลยสักคน!!!
ใช่ว่าเขาไม่เคยลองหาช่องโหว่ของระบบ ด้วยการอธิษฐานให้ตัวเอง
แต่ระบบกลับไม่ตอบสนอง แถมยังบอกหลิ่วชิงให้เลิกคิดจะเหยียบเท้าซ้ายต่อเท้าขวาแล้วหมุนตัวทะยานขึ้นฟ้าเสียที
ในเมื่อมีพลังวิญญาณ ก็ย่อมบำเพ็ญเพียรได้
หลิ่วชิงใช้เวลาอยู่ก้นบ่อราวสองปีครึ่ง ผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการดูดซับพลังวิญญาณจนบรรลุขั้นฝึกลมปราณระดับห้า และเชี่ยวชาญวิชาเล็ก ๆ ธาตุน้ำกับธาตุไม้ธาตุละหนึ่งวิชา ส่วนความยาวลำตัวก็เพิ่มขึ้นเป็นประมาณหนึ่งเมตรห้าสิบ
อย่างน้อยที่สุด ในโลกใบนี้เขาก็นับว่ามีพลังพอจะปกป้องตัวเองได้บ้างแล้ว
ที่ก้นบ่อ หลิ่วชิงแลบลิ้นเรียวสีแดงคล้ำ สูดพลังวิญญาณรอบข้างเข้ามาทีละน้อย ก่อนกดพลังนั้นลงสู่ท้องแล้วค่อย ๆ หลอมรวม
ภายในบ่อเงียบสงัด มีเพียงเสียงผู้คนที่ดังแว่วมาอย่างเลือนรางจากด้านบนเป็นครั้งคราว
“ดูแดดวันนี้สิ ร้อนขนาดนี้ ต้นกล้าในนาจะรอดไหมนะ?”
“จะรอดอะไรล่ะ ห่วงคนก่อนเถอะ ผัวฉันตอนเที่ยงก็ไม่ยอมกินข้าวอีกแล้ว”
“ไม่กินก็ช่างเขา ปล่อยให้ตาแก่ดื้อนั่นอดตายไปเลย”
“อ้าว ย่าของเสี่ยวหม่าน วันนี้ไม่ได้พาหลานมาด้วยเหรอ?”
“พามาทำไมล่ะ ยังเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนโน่น หลานฉันเป็นเด็กคิดมาก ขี้กลัวอีกต่างหาก เฮ้อ...”
......
เสียงจากด้านบนดังขาด ๆ หาย ๆ หลิ่วชิงได้ยินแล้วก็ไม่ได้ใส่ใจ
หลายปีมานี้ก็เป็นแบบนี้มาตลอด
ผู้คนเดินเข้าออก พลุกพล่านคึกคัก แต่ไม่เกี่ยวอะไรกับงูอย่างเขาเลย
จนกระทั่งหลังเที่ยง บริเวณข้างบ่อก็เงียบสนิท
หลิ่วชิงกำลังจะเริ่มดูดซับพลังบำเพ็ญเพียรต่อ จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าแผ่วเบาดังมาจากด้านบน
จากนั้นเสียงเด็กคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“เฮ้อ...”
หลิ่วชิงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แลบลิ้นเข้าออกไม่หยุดเพื่อจับสัญญาณจากปากบ่อด้านบน
ด้านนอกปากบ่อ มีเงาเล็ก ๆ โผล่ลงมาก่อน ตามด้วยใบหน้ากลม ๆ ของเด็กชายคนหนึ่ง อายุราวเจ็ดหรือแปดขวบ
เขานอนคว่ำอยู่ริมบ่อ ชะโงกมองลงมา ก้นบ่อมืดสนิทจนมองอะไรไม่เห็น
ดูเหมือนเด็กชายไม่ได้ตั้งใจมาดูบ่อ เขาแค่วางคางไว้บนแขน ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพึมพำเบา ๆ
“ย่าบอกว่าบ่อเก่าแก่นี่เมื่อก่อนศักดิ์สิทธิ์มาก”
เดิมทีหลิ่วชิงขดตัวอย่างสบาย ๆ แต่พอได้ยินคำพูดนั้น ร่างงูก็ตึงเขม็งขึ้นมาทันที
หรือว่า...
ในที่สุดก็มาแล้วจริง ๆ?!
“ถ้าศักดิ์สิทธิ์จริง ช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ?”
หัวใจหลิ่วชิงกระตุกวูบในทันใด
วินาทีถัดมา ม่านแสงสีเขียวอ่อนที่มีเพียงเขามองเห็นก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
【ตรวจพบข้อมูลคำอธิษฐาน】
【ผู้ขอพร: เฉินเสี่ยวหม่าน】
【คำขอ: ตามหาผ้ายันต์เชือกแดงที่ย่าให้คืน】
【ระดับความปรารถนา: เล็กน้อย】
【คำแนะนำภารกิจ: รับคำขอได้ คาดว่าจะได้รับค่าธูปเทียน 3 แต้มเมื่อทำให้คำขอเป็นจริง】
【ค่าธูปเทียนที่ใช้ได้ในขณะนี้: 10】
หลิ่วชิงตื่นเต้นจนเกือบฟาดหางลงบนหิน
มาแล้ว!! มาแล้ว!!
ในที่สุดก็มีคนอธิษฐานแล้ว!!
ตั้งสองปีครึ่งเต็ม ๆ!!!
เขาอดทนมานานขนาดนี้ ในที่สุดระบบห่วย ๆ นี่ก็ไม่ได้มีไว้ประดับเสียที!
ข้างบ่อ เฉินเสี่ยวหม่านยังคงพึมพำขาด ๆ หาย ๆ “วันนี้คุณครูก็เรียกชื่อผมอีกแล้ว บอกว่าผมไม่ตั้งใจเรียน แล้วยังให้ลุกขึ้นยืนด้วย แต่ผมไม่ได้ทำอย่างนั้นนะ ผมแค่ล้วงกระเป๋าดูว่าผ้ายันต์ยังอยู่หรือเปล่า พอมองดูก็พบว่าหายไปจริง ๆ!”
“ย่าไปขอจากวัดให้ผมโดยเฉพาะ ตอนนั้นมือย่าปวดไปหมดแล้วยังถักเชือกแดงให้ผมด้วย”
คำพูดของเด็กไม่ค่อยเป็นระเบียบนัก คิดอะไรก็พูดออกมาอย่างตรงไปตรงมา
ความน้อยใจนั้นเป็นเรื่องจริง ความร้อนใจก็เป็นเรื่องจริง เขาไม่ได้พูดถึงความปรารถนายิ่งใหญ่หรือความร่ำรวยมหาศาลด้วยซ้ำ แค่อยากหาผ้ายันต์ชิ้นนั้นกลับคืนมา
ม่านแสงของระบบกะพริบเล็กน้อย
【ต้องการใช้ค่าธูปเทียน 1 แต้มเพื่อทำให้คำขอเป็นจริงหรือไม่?】
ระบบบอกว่าค่าธูปเทียนสามารถทำให้คำอธิษฐานของผู้ขอพรเป็นจริงได้ อีกทั้งยังใช้หลอมสร้างอาวุธวิเศษได้ และในอนาคตยังใช้สร้างสถานที่บูชาพลังธูปเทียนได้อีก มีประโยชน์มากมายเหลือคณา
แต่ที่สำคัญที่สุดคือ เขาเอาค่าธูปเทียนมาใช้บำเพ็ญเพียรไม่ได้
สิ่งนี้หากใช้มากเกินไปจะทำให้วิถีบำเพ็ญของตนแปดเปื้อน ใช้เป็นเครื่องมือทำสิ่งต่าง ๆ ได้ แต่หากกลืนเข้าไปในร่างกายราวกับเป็นโอสถวิเศษ ก็เท่ากับหาเรื่องใส่ตัว
ปีศาจหรือนักบำเพ็ญที่ฝึกฝนวิถีเทพธูปเทียน หากสูญเสียเครื่องบูชาไปก็แทบจะหมดสภาพ อีกทั้งขั้นบำเพ็ญที่ได้มายังไม่มั่นคงอีกด้วย
หากไม่ถึงคราวจำเป็น หลิ่วชิงไม่มีทางเลือกเดินบนเส้นทางนั้นเด็ดขาด
เขาเงยหน้ามองเด็กน้อยที่กำลังคอตกอยู่นอกปากบ่อ แล้วเลือกตอบรับโดยไม่ลังเล
“ตกลง”
ม่านแสงสั่นไหวเบา ๆ
【ยืนยันรับคำขอ】
【ค่าธูปเทียน -1】
【ค่าธูปเทียนที่ใช้ได้ในขณะนี้: 9】
【กำลังดำเนินการตามคำขอ...】
จู่ ๆ แสงสีทองจาง ๆ ก็สว่างขึ้นที่ก้นบ่อ แล่นวนไปตามผนังหินอย่างเงียบเชียบรอบหนึ่ง ก่อนจะหายวับไปในพริบตา เฉินเสี่ยวหม่านนอนคว่ำอยู่ข้างบ่อ มองไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เพียงรู้สึกว่าในบ่อเย็นกว่าก่อนหน้านี้เล็กน้อย
เขาสั่นสะท้านนิด ๆ รีบลุกขึ้นยืน
“ช่างเถอะ... ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าศักดิ์สิทธิ์จริงไหม”
“ถ้าได้ยินจริง ๆ ก็ช่วยผมหน่อยนะครับ ขอบคุณ~ ขอบคุณ~”
“พรุ่งนี้ผมจะเอาลูกอมมาให้กินนะ”
พูดจบ แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังรู้สึกว่าช่างไร้สาระ จึงสะพายกระเป๋านักเรียนแล้วรีบเดินจากไป
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออกไป
หลิ่วชิงขดตัวอยู่ก้นบ่อ สัมผัสได้ว่าค่าธูปเทียนที่ถูกหักไปค่อย ๆ สลายตัว ราวกับมีเส้นด้ายที่มองไม่เห็นเส้นหนึ่งทอดไปยังทิศทางใดสักแห่งในหมู่บ้าน เขามองเห็นกระบวนการทั้งหมดไม่ชัดนัก แต่พอจะรับรู้ได้ว่าระบบเริ่มทำงานแล้ว และกำลังขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายที่เรียกว่า “ทำให้คำขอเป็นจริง”
เป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดมาก
ไม่ใช่เขาต้องออกแรงคลานออกไปหาของ และไม่ใช่ระบบร่ายเวทพิสดารส่งผ้ายันต์กลับมาให้
คล้ายกับว่าชะตาชีวิตส่วนเล็ก ๆ ที่กระจัดกระจายของเฉินเสี่ยวหม่านถูกพลังธูปเทียนสะกิดเบา ๆ จนกลับไปยังที่เดิม
หลิ่วชิงค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกมา
“จะสำเร็จไหมนะ?”
ต้องสำเร็จแน่!
.......
ในลานบ้านตระกูลเฉินทางฝั่งตะวันตกของหมู่บ้าน อาหารกลางวันถูกยกขึ้นโต๊ะเรียบร้อยแล้ว
ตอนเฉินเสี่ยวหม่านกลับมา ขอบตาแดงก่ำ ย่ามองแวบเดียวก็รู้ว่าเขาถูกคนที่โรงเรียนทำให้ไม่สบายใจ แต่หญิงชราไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ เพียงเลื่อนถั่วเขียวต้มน้ำที่วางจนเย็นอุ่น ๆ ไปให้ตรงหน้า
“กินข้าวก่อนเถอะ”
“ครับ”
“คุณครูว่าอีกแล้วเหรอ?”
เฉินเสี่ยวหม่านก้มหน้ารับคำเบา ๆ
หญิงชราถอนหายใจ เอื้อมมือไปลูบศีรษะเขา “ว่าแล้วก็ช่างเถอะ คราวหน้าตั้งใจเรียนให้มากขึ้นก็พอ รีบกินเถอะ กินเสร็จแล้วนอนพักสักหน่อย บ่ายยังมีเรียนอีกนะ”
เฉินเสี่ยวหม่านไม่กล้าบอกเรื่องที่ทำผ้ายันต์หาย
ด้านนอกลานบ้าน ป้าข้างบ้านหิ้วกะละมังเดินผ่านมาพอดี จึงถามขึ้นตามประสา
“อ้าว เด็กคนนี้เป็นอะไรไป ทำไมซึมแบบนี้ล่ะ?”
ย่าโบกมือ ปัดคำถามไปอย่างไม่ใส่ใจ
“อากาศร้อนน่ะ ง่วงนอน”
