อินเหวินเฮ่ากล่าวว่า ปีนั้นเขาอยู่หอเดียวกับเย่เว่ยกั๋ว และติดต่อกับเย่เว่ยกั๋วค่อนข้างมาก
เขารู้สึกว่าในหัวของเย่เว่ยกั๋วนั้นมีแต่การเรียน ไม่มีวี่แววว่าจะมีความรักเลยสักนิด
แม้ภายหลังจะจู่ ๆ ยอมรับว่าคบกับผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ แต่ก็ไม่ได้แสดงออกถึงความชอบหรือความคลั่งไคล้ที่สมควรมี
“ตอนนั้น ผมกับเพื่อนร่วมห้องคนอื่น ๆ ยังแอบคุยกันเลย คิดว่าความรักครั้งนี้สำหรับเย่เว่ยกั๋วแล้ว น่าจะเป็นแค่การคบหาแบบ ‘ทดลอง’ เท่านั้น เขาไม่ได้จริงจัง”
“แต่พอนึกไม่ถึงว่าหลังจากทั้งสองเลิกกัน เย่เว่ยกั๋วกลับแสดงออกว่าเจ็บปวดรวดร้าวอย่างที่สุด แล้วก็จากโรงเรียนไปโดยไม่หันหลังกลับ... อาจารย์หลายคนจนถึงทุกวันนี้ก็ยังเสียดายที่ไม่เขาอยู่”
“ปีนั้นเขาเก่งมากจริง ๆ เป็นที่หนึ่งของประเทศในสาขาเรา”
อินเหวินเฮ่ายิ่งพูดก็ยิ่งทึ่ง
“บางทีคนอื่นอาจแค่ไม่ถนัดแสดงความรู้สึกรักที่ลึกซึ้ง พวกคุณเลยคิดว่าเขาไม่จริงจัง” เวิงเสวี่ยถลึงตาใส่อินเหวินเฮ่า
“อีกอย่างนั่นมันก็ผ่านไปแล้ว ตอนนี้คุณเย่กับคุณนายหลี่ก็รักกันดีมาก คุณจะไปรื้อฟื้นเรื่องเก่าทำไมอีก”
อินเหวินเฮ่าหน้าเร่อ “ผมแค่คิดไม่ตกนิดหน่อย มา ๆ ๆ กินข้าวกินข้าว”
เย่อู๋ซวงเคี้ยวอาหารเงียบ ๆ
ที่หนึ่งของประเทศในสาขา อาจารย์หลายคนจนทุกวันนี้ยังเสียดาย... ที่แท้บิดาก็เก่งกว่าที่เธอคิดเสียอีก
ส่วนเรื่องความรู้สึกน่ะ... เกรงว่าคงมีแต่บิดาเท่านั้นที่รู้
กินข้าวเสร็จ เย่อู๋ซวงก็กลับไปยังหมู่บ้านสือเฉียว
ตอนถึงบ้าน หลี่ชุนหลานกำลังทำอาหารอยู่ในครัว เย่เว่ยกั๋วล้างผักเด็ดผักอยู่ข้าง ๆ สองคนพูดคุยหัวเราะกันไปด้วย คุยกันเรื่องละครพีเรียดรักเรื่องหนึ่งที่ดูด้วยกันตอนบ่าย
หลี่ชุนหลาน “เจ้าหญิงน่าสงสารเกินไปแล้ว”
