คำพูดของเมอร์ทำให้เย่อู๋ซวงขมวดคิ้วน้อย ๆ “ตอนนี้ฉันก็ไม่ใช่นกในกรงนะ”
“ไม่ใช่เหรอ” เมอร์ถามกลับ “ถ้าไม่ใช่ แล้วทำไมทั้งที่มีพลังแข็งแกร่ง แต่กลับยอมลดตัวอยู่เคียงข้างชายคนหนึ่ง ร้องเพลง เต้นรำ วาดภาพ แข่งรถ
ไปเรียนกับคุณหนูคุณชาย ไปแสดงละครกับผู้กำกับดังอย่างนั้นล่ะ”
ในสายตาของเมอร์ เย่อู๋ซวงควรจะสยายปีกโบยบินบนฟ้ากว้าง ไม่ใช่ใช้ชีวิตเยี่ยงภรรยาคนแรกของตระกูลใหญ่
เย่อู๋ซวงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง คิ้วยังคงขมวดแน่น “ฉันไม่คิดว่าฉันลดตัวให้ใคร ฉันรักเขา รู้สึกสบายใจและมีความสุขที่ได้อยู่กับเขา ถึงได้คบกับเขา
อีกอย่าง ฉันทำในสิ่งที่ฉันอยากทำมาตลอด ไม่ใช่นกขมิ้นที่ถูกเลี้ยงในกรง”
เธอต่อสู้เพื่อชุบชีวิตอู๋เฉินและเพื่อครอบครัวกับเพื่อนมาตลอด
ไม่ใช่แค่ร้องเพลง เต้นรำ ถ่ายหนัง โดยไม่มีจุดหมาย
ทุกสิ่งที่เธอทำล้วนมีความหมายและจำเป็น
“งั้นเหรอ” เมอร์ไม่เห็นด้วยนัก
หล่อนไม่ค่อยเชื่อคำพูดของเย่อู๋ซวง แต่ก็ไม่ได้โต้แย้งในทันที
หล่อนกล่าวว่า “ฉันหวังว่าสักวันหนึ่ง จะได้เห็นชื่อของเธอ บนท้องฟ้าที่เป็นของเธออย่างแท้จริง”
พูดจบ เมอร์ก็จากไป
ทว่าเย่อู๋ซวงกลับยังนึกไม่ค่อยออกว่าเมอร์หมายความว่าอย่างไร
หรือพูดอีกอย่าง เธอเองก็ไม่เคยคิดว่าท้องฟ้าแบบไหนที่เป็นของตัวเอง
เมื่อก่อนเป็นมือสังหาร เธอทำไปเพื่อมีชีวิตอยู่และเพื่ออู๋เฉิน
ตอนนี้เป็นนักแสดง ผู้กำกับ นักกีฬา และอื่น ๆ ก็เพื่อชุบชีวิตอู๋เฉินและปกป้องครอบครัว
“ท้องฟ้าของฉัน...” เย่อู๋ซวงทวนสี่คำนี้ ในดวงตาสีดำฉายแววสับสน
